น้ำไก่กินกับการเลี้ยงไก่เนื้อ
( The Importance Of Drinking Water )
ประจำเดือน มิถุนายน 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
นอกเหนือจากเรื่องของพันธุ์สัตว์ที่มักถูกละเลยแล้ว น้ำดื่มก็มักเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มกจะถูละเลยเช่นกัน ในเมื่อเป้าหมายหลักสูงสุดของของการสัตว์ก็คือการการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ซึ่งเกษตรกรทั่วไปมักให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหารสัตว์มากกว่า ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารสัตว์ในตอนนี้มันจะมีราคาที่มีแนวโน้มที่จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รูปแบบของการวางระบบน้ำ คุณภาพของน้ำ และเทคนิดของการให้ยาเพื่อรักษาโรคโดยการผสมน้ำกินนั้นกลับไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร
ควรระลึกเอาไว้เสมอว่า ปริมาณของน้ำที่ไก่กินนั้นมากกว่าอาหารประมาณ 2-3 เท่าในแต่ละวัน ดังนั้นการขาดน้ำไก่กินจึงส่งผลเสียมากต่อขบวนการผลิตไก่ และนอกจากนี้ ถ้าคุณภาพของน้ำไม่ดีแล้ว การให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น มันก็จะไม่มีประสิทธิภาพตามมาด้วย
การจัดการระบบการให้น้ำภายในฟาร์ม
การจัดการระบบการให้น้ำภายในฟาร์ม จะต้องมีการจัดการด้วยความระมัดระวัง โดยจะต้องมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. ระบบน้ำจะต้องสามารถป้องกันการปนเปื้อนจะแหล่งน้ำสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน และนอกจากนี้ ขนาดของปั้มน้ำ แท็งน้ำและท่อน้ำ ควรที่จะมีขนาดที่ใหญ่พอ เพื่อลดการสูญเสียแรงดันภายในระบบน้ำ
2. ระบบการกรองน้ำ ซึ่งถ้าจะให้ดีควรที่จะมีการขนาดของการกรองที่ระดับ 60 ไมครอน ซึ่งมันจะช่วยในการกรองตะกอนต่างๆที่ปนมากับน้ำได้ดี และนอกจากนี้มันจะช่วยลดการอุดตันภายในท่อของระบบการให้น้ำได้เป็นอย่างดี และนอกจานี้ ระบบการกรองที่ดีมันจะสามารถ ช่วยลดปัญหาการเกิดไบโอฟีมล์ ภายในท่อระบบน้ำได้ด้วย
3. มิเตอร์วัดปริมาณน้ำไก่กินและปริมาณของน้ำที่ใช้ไปทั้งหมด จะต้องมีการติดตั้งเอาไว้ทุกฟาร์ม หรือทุกโรงเรือนของการเลี้ยงไก่ ซึ่งถ้าการกินน้ำของไก่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติแล้ว มันก็สามารถที่จะบอกได้เป็นนัยๆว่า น่าจะเกิดปญหาขึ้นกับตัวไก่แล้ว ซึ่งทั้งนี้อาจจะบอกได้คร่าวๆว่า ไก่อาจจะป่วย หรือเกิดความเครียดขึ้นแล้ว ซึ่งการจัดการตรวจวัดปริมาณของน้ำไก่กินที่ถูกต้องนั้น จะช่วยทำให้การให้ยาโดยการละลายน้ำได้ผลดี หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. การให้ยาละลานน้ำแบบเทในแท็งใหญ่นั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะเลิกใช้ เพราะว่ามันจะทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ภายในแท็งที่มากขึ้น และนอกจากนี้มันยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้สัตว์พาหะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนู แมลงสาป จิ้งจก ตกลงไปในแท็งได้ และนอกจากนี้ การให้ยาโดยการละลายน้ำในแท็งนี้ มันยังอาจจะทำให้ยาตกตะกอนภายในถังได้ ซึ่งเมื่อให้วัคซีนโดยการละลายน้ำภายในถังเดิมนี้ มันก็อาจจะมีผลการประสิทธิภาพของการให้วัคซีนกับไก่ด้วยก็ได้ แนวทางปฏิบัติโดยส่วนมาก ทั่วโลกมักจะใช้ปลั้มแรงดันสูงต่อเข้ากับระบการให้น้ำภายในฟาร์ม เพื่อที่จะทำให้แรงดันของน้ำกระจายไปได้อย่างทั่วถึงในทุกๆจุดของระบบท่อภายในฟาร์ม ซึ่งข้อดีก็คือ มันจะสามารถทำให้ไก่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอและทั่วถึงกันทุกจุดของระบบรายน้ำ
5. หัว Nipple จะต้องมีจำนวนที่เพียงพอ ต่อจำนวนของไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในโรงเรือนนั้นๆ
คุณภาพของน้ำไก่กิน
คุณภาพของน้ำเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญมาก เพราะว่าโดยมาตรฐานของน้ำทั่วไปแล้ว ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในแต่ละสายพันธ์ของสัตว์ที่นำมาเลี้ยง โดยทั่วไปจะใช้มาตรฐานของน้ำกินของมนุษย์แทน แม้ว่าส่วนประกอบบางตัวจะมีค่าตัวบ่งชี้ที่แตกต่างจากน้ำที่คนกินก็ตาม
ในเชิงอุดมคติแล้ว จะมีการแนะนำให้มีการตรวจน้ำปีละ 2 ครั้ง ซึ่งทั้งนี้ก็อาจจะมีการตรวจวิเคราะห์ ในช่วงฤดูแล้งกับฤดูฝน หรืออาจะเป็นช่วงฤดูร้อนกับฤดูฝน ก็ได้ ซึ่งการตรวจก็จะเป็นการตรวจทางกายภาพ ซึ่งการวิเคราะห์ก็จะมี เช่น ความเป็นกรดเป็นด่าง ความกระด้างของน้ำ ปริมาณของสารอินทรีย์ในน้ำ สนิมเหล็ก ไนเตรด ไนไตรด์ แอมโมเนียม คลอไรด์ เป็นต้น และนอกจากนี้การตรวจวิเคราะห์เชิงชีวภาพก็จะมี เช่น การตรวจลักษณะของเชื้อแบคทีเรียต่างๆ E.coli ,Clostridium , Coliforms Streptococci , Pseudomonas , Staphylococci เป็นต้น
การตรวจวิเคราะห์น้ำ ควรทำการสุ่มตัวอย่างน้ำที่จะนำมาทำการวิเคราะห์ จากหลายๆที่ เช่น ก้นบ่อ แอ่งน้ำ ผิวน้ำ แหล่งน้ำหลักที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ เป็นต้น และที่สำคัญจุดปลายน้ำที่ไก่กิน หรือที่สัตว์สำผัสอยู่ก็มักจะเป็น จุดๆหนึงที่จะต้องนำมาตรวจสอบเพราะ มันมักจะเป็นจุดศูนย์รวมของการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ด้วย
เมื่อการการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆภายในท่อน้ำแล้ว เชื้อจุลินทรีย์เล่านั้นก็จะมีการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนขึ้นมาก แล้วหลังจากนั้นมันก็จะทำให้เกิดไบโอฟีมขึ้นภายในระบบน้ำของท่อรายน้ำไก่กิน ตามมา ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มไก่จะต้องทำเป้นประจำก็คือ การทำความสะอาดระบบรายน้ำและที่น้ำ ให้เป็นประจำด้วย และนอกจากนี้ จะต้องมีการวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการของน้ำที่ส่งตรวจวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เมื่อพบว่าคุณภาพของน้ำไม่ดีแล้ว ก็จะต้องทำการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นกับไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์ม ต่อไป
ในการแกไขปัญหาของคุณภาพน้ำไก่กินนั้น จะต้องต้องดูที่ปัญหาว่า ปัญหาหลักๆ ที่พบนั้นคืออะไร เช่น ถ้าพบว่าน้ำนั้นมีการปนเปื้อนแบคทีเรีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่มากเกินไปแล้ว ก็จะต้องเพิ่มสารคลอรีนลงไปในน้ำ เพื่อที่จะช่วยในการฆ่าเชื้อในน้ำนั้นให้หมดไป หรือถ้าพบว่าน้ำนั้นมีความขุ่นเป็นจำนวนมาก ก็จะต้องทำการตกตะกอนของน้ำ ก่อนที่จะนำมาฆ่าเชื้อ เพื่อทำให้ผลของการฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่เราไม่ควรที่จะมองข้ามเลยก็คือ ปัญหาของน้ำไก่กินที่มีตะกอนของสารอนินทรีย์มากๆ เช่น น้ำมีการปนเปื้อนของสาร แมกนีเชียม สารคอบเปอร์ซัลเฟต หรือแม้กระทั้ง แร่เหล็ก ซึ่งตะกอนเหล่านี้มันจะไปมีผลทำให้ท่อระบบรายน้ำเกิดการผุกร่อนขึ้นมาได้ และสุดท้ายก็จะทำให้ ระบบรายน้ำที่มีการจัดการอยู่ภายในฟาร์มไก่นั้นเกิดการเสียหายตามมาได้
การปรับปรุงคุณภาพน้ำไก่กิน
กระบวนการในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำไก่กินนั้น สามารถที่จะทำได้หลายๆวิธี ซึ่งขึ้นกับคุณลักษณะของน้ำที่ นำมาใช้ เช่น
· การฆ่าเชื้อในน้ำโดยใช้สารคลอรีน โดยมากแล้วมักจะมีการผสม หรือเติมสารคลอรีนลงไปในน้ำก่อนที่น้ำจะมีการใหลเข้าไปในแท็ง หรือท่อ เพื่อให้สารคลอรีนมีเวลาทำปฏิกิริยา ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต่างๆก่อน ไม่น้อยกว่า 20 – 30 นาที โดยเชื้อโรคที่จำเป็นจะต้องฆ่าได้แก่ เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค เชื้อไวรัส ที่ก่อโรค เชื้อราที่ก่อโรค ในไก่ต่างๆ เป็นต้น
· การฆ่าเชื้อในน้ำด้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือ คลอรีนไดออกไซด์ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ มีหลายๆพื้นที่นิยมทำกัน แต่การฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีนี้ มันมักจะมีข้อกำกัดเหมือนกัน คือ มันจะออกฤทธิได้ดีในระบบน้ำที่เป้นระบบปิด เท่านั้น และถ้าน้ำมีตะกอนที่มากๆ มันจะออกฤทธิได้ไม่ดีเลย
· การกรองน้ำ จะเป็นวิธีหนึงที่ทำให้คุณภาพของน้ำดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำที่มีลักษณะที่ขุ่น ดังนั้นถ้าน้ำไก่กินขุ่น การกรองน้ำไก่กินก็เป็นอีกวิธีหนึง ที่ทำให้คุณภาพของน้ำในเชิงกาพดีขึ้น ได้
· การทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นกรด ก็เป็นอีกวิธีหนึงที่สามารถลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ ภายในน้ำไก่กินได้ ซึ่งสารที่จะนำมาทำให้น้ำเป็นกรด หรือลด ph ของน้ำนั้นจะมีอยู่หลายๆ ชนิด ซึ่งทั้งนี้ ควรที่จะให้เจ้าของฟาร์มทำการพิจารณาเลือกชนิดของผลิตภัณพ์ เพื่อความเหมาะสมในแต่ละที่
· การจำกัดธาตุเหล็กในน้ำ ซึ่งน้ำไก่กินที่มีปริมาณของธาตุเหล็กมากๆนั้น มันจะส่งผลต่อคุณภาพของน้ำมาก เช่น มันจะไปขัดขวางประสิทธิภาพของการทำวัคซีนละลายน้ำ ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในตวของไก่ขึ้นไม่ดี มันจะไปขัดขวางประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อของสารคลอรีนที่ไส่ลงไปในน้ำ เพราะธาตุเหล็กมันจะไปจับกับสารคลอรีนที่ไส่ลงไปในน้ำ มันจะไปส่งเสริมทำให้มีการอุดตันของระบบรายน้ำ และอุปกรณ์ที่ต่อผ่านระบบรายน้ำ และมันยังไปส่งเสริมทำให้มีการเพิ่มของจำนวนของจุลินทรีย์ภายในระบบรายน้ำ ได้มากอีกด้วย
· สารในเตรทที่ผสมอยู่ในน้ำไก่กิน ก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะส่งผลทำให้สุขภาพของไก่ไม่ดีตามมา ซึ่งน้ำที่มีปริมาณของสารไนเตรทจำนวนมาก เราจำเป็นที่จะต้องทำการกำจัดออกไป ให้เร็ว และก็ให้มากที่สุดด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับสุขภาพของไก่ที่เลี้ยงภายในฟาร์มตามมา
· ในกรณีที่น้ำไก่กินเป็น้ำกระด้าง ทางฟาร์มไก่ก็จำเป็นที่จะต้องทำการบำบัดก่อนที่จะส่งเข้าไปภายในรายน้ำ โดยการทำให้ความกระด้างของน้ำนั้นลดลงก่อน ซึ่งวิธีการลดความกระด้วงของน้ำนั้นก็มีอยู่หลายวิธี ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของฟาร์ม และในแต่ละพื้นที่นั้นๆ เพราะว่าน้ำกระด้างนั้น มันจะเนี่ยวนำทำให้เกิดปัญหาไปโอฟีมขึ้นภายในระบบท่อรายน้ำได้ ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มันจะไปมีผลทำให้การให้ยา ให้วัคซีน โดยระลายน้ำไม่ได้ผล เกิดการอุดทันของท่อระบบรายน้ำ และสุดท้ายทำให้ปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในระบบท่อ เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันจะไปมีผลกระทบกับสุขภาพของไก่ที่เลี้ยงภายในฟาร์มตามมา
สำหรับเรื่องของ การจัดการน้ำที่สะอาดเพื่อที่จะใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ได้มีการจัดการ หรือมีการทำมานาน
แล้วกว่า 30 ปี โดยปัจจุบันนี้ เทคนิคนี้ได้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้ว่าทั่งร้านค้า และตลาดต่างก็มีอุปกรณ์ชนิดนี้ออกมาขายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่สามารถที่จะไปซื้อมาใช้ได้อย่างสะดวก ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ มันจะมุงเน้นไปทำให้คุณภาพของน้ำที่เรานำมาใช้ ดื่ม กิน หรือใช้อื่นๆ มีคุณภาพที่ดีขึ้น
การห้ามใช้ยาปฎิชีวนะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ใช้ในการผสมอาหาร หรือที่ใช้โดยการฉีดนั้นจะมีการห้ามใช้ในการเลี้ยงไก่เนื้อเลย ทำให้แนวทางการใช้ยาโดยการละลายในน้ำไก่กินนั้น จึงเป้นแนวทางที่มีความสนใจมากขึ้น และตอนนี้คงเชื้อได้ว่า ทุกบริษัทที่มีการผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออกนั้นคงจะมีใช้ยาโดยการละลายน้ำเพียงอย่างเดียว เท่านั้น
การใช้สารชนิดต่างๆ เพื่อที่จะใช้ในการละลายโดยน้ำนั้น มีอยู่หลายๆอย่างที่สามารถที่จะทำได้ เช่น การละลายยาฆ่าโดยกับน้ำแล้วทำการฉีดพ่น การละลายยาฆ่าพายธิ การละลายวัคซีน การละลายยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาโรคต่างๆ การให้อาหารเสริมกับไก่ จำพวกวิตามิน การละลายโปไปโอติก หรือแม้กระทั่งการละลายกรดอินทรีย์ ต่างๆ เป็นต้น
การให้ยาโดยการละลาย
ข้อดีของการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น มีอยู่หลายประการ ดังต่อไป นี้
· ในกรณีสัตว์ที่ป่วยมักจะมีแนวโน้ม ในการกินอาหารที่ลดลง และมีแนวโน้มที่มักจะกินอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะชดเชยปริมาณของน้ำที่จะสูญเสียไป และทำการรักษาอุณหภูมิ ของร่างกายให้คงที่ ดังนั้น การให้ยาโดยการละลายน้ำจึงเป็นที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น เราสามารถที่จะปรับระยะเวลาของการให้ยา ให้มีความเหมาะสมได้ เช่น อาจจะให้ 2-4 ชม. เพื่อทำให้ไก่ สามารถที่จะได้รับยาได้ทุกตัว เพื่อให้ผลของการให้ยานั้นมีประสิทธิภาพที่สูง สุด
· วิธีการให้ยาสามารถที่จะทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์น้อย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการให้ยาโดยวิธีอื่นแล้วสามรถที่จะปฏิบัติได้เร็วกว่า สะดวกสะบายกว่า
· ในกรณีที่มีการให้ยาผิดพลาดพลาด เราสามารถที่จะแกไขได้โดยทันที ซึ่งจะไม่เหมือนกับการให้ยาโดยวิธีการผสมมาในอาหารเพราะว่า การให้ยาโดยวิธีการผสมมาในอาหารนั้น มันจะต้องมีการผสมในปริมาณที่มากๆ และบางทีจะต้องมีการแยกถังไซโล สำหรับเก้บอาหารต่างหากอีก
· มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสารเป็นอันตรายชนิดอื่นๆ ซึ่งในกรณีที่กล่าวถึงนี้ก็คือ การปนเปื้อนที่โรงงานผสมอาหารเอง หรือการปนเปื้อนสารชนิดต่างๆที่ฟาร์ม เลี้ยงไก่
· ขนาดของยาที่ให้ หรือปริมาณของ Dose ของยาที่ใช้สามารถที่จะปรับได้ตามน้ำหนักตัวของไก่ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้อาหารที่เราผสมยามานั้นหมดก่อน
· ในกรณีของการให้วัคซีนกับไก่ สามารถที่จะทำการให้วัคซันกับไก่ในฝูงที่มีจำนวนไก่มากได้เลย ซึ่งทั้งนี้มันจะทำให้ประหยัดเวลา และแรงงานในการปฏิบัติงานด้วย แต่ว่าการให้วัคซีนโดยการละลายน้ำนั้น มันจะต้องคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพน้ำอย่างอื่นด้วย เช่น น้ำจะต้องไม่มีสารคลอรีนผสมอยู่ เพราะสารคลอรีนนี้มันจะไปฆ่าวัคซีนที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นตายหมด ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำวัคซีนไม่ได้ผลตามมา
ข้อดีของการให้ยาโดยการละลายน้ำ
ในการให้ยาโดยการละลายน้ำ ที่มีการใช้ปั๊ม หรือ dosing pump นั้น จะมีข้อดีหลายๆ อย่าง ดังนี้
· สามารถที่จะควบคุม จำนวนของการให้ยา ขนาดของการให้ยา ได้อย่างแน่นอน
· ทำให้ไม่ต้องใช้ถังพักน้ำสำหรับใส่ผสมยาแยะต่างหาก ซึ่งในที่นี้ มันจะมีข้อดีหลายๆอย่าง เช่น เจ้าของฟาร์มไม่ต้องผวงเรื่องที่จะต้องมาเติมยา ไม่ต้องกลัวเรื่องของน้ำขาด ไม่ต้องกลัวเรื่องของยาที่จะตกตะกอน ไม่ต้องมาคอยกวนยาบ่อยๆ ไม่ต้องกลัวเรื่องของขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง และไม่ต้องกลัวเรื่องของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียภายในถังละลายยา และนอกจากนี้ ไม่ต้องกลัวสัตว์พาหะต่างๆที่จะเข้าไปในถังละลายยาด้วย เพราะถังสต็อกยาที่เราใช้มันจีขนาดเล็กและมีฝาปิดตลอดเวลาด้วย
· ถังสต็อกที่มีขนาดเล็กนี้ สามารถที่จะทำความสะอาดได้ง่าย ไม่เหมือนกับถังละลายยาที่มีขนาดใหญ่ การล้างทำความสะอาดก็จะยาก ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการปฏิบัติงาน
· ถ้ากรณเกิดปัญหาในเรื่องของการหยุดการทำงานของปั๊ม การใช้ถังสต๊อกจะไม่เป็นปัญหากับระบบการให้น้ำไก่กิน เพราะว่าระบบของรายน้ำก็ยังสามารถที่จะให้น้ำไก่กินได้เป็นปกติ แต่ว่าถ้าให้ยาโดยการละลายน้ำแบบเป็นถังใหญ่แล้วละก็ ถ้าป็มในระบบรายน้ำไม่ทำงาน น้ำในระบบรายน้ำก็จะไม่ใหล และยาที่จะปล่อยเข้าไปสู่ระบบรายน้ำก็จะไม่ไหลตามไปด้วย ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลกระทบกับการให้ยาในไก่ ตามมา
· การละลายยาในถังใหญ่นั้น จะพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น ความสม่ำเสมอของยาที่จะเข้าไปภายในระบบรายน้ำนั้นจะต่ำ และถ้ายาที่ให้นั้นตกตะกอนด้วยแล้ว มันยิ่งจะมีผลทำให้คุณภาพของยาที่เข้าไปภายในระบบรายน้ำนั้น ไม่มีประสิทธิภาพ ตามไปด้วย และสุดท้ายก็จะมีผลกระทบกับไก่ตามมา
· การควบคุมความเข้มข้นของการให้ยา และระยะเวลาการให้ยา การใช้ถงสต็อกหรือการใช้ฟั๊ม จะก่อให้เกิดผลที่ดี และมีความแน่นอนของ ปริมาณการให้ยาที่มากกว่า
· การให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น ถ้ายาที่จะให้เป้นรูปแบบที่เป็นผง มันก็ย่อมจะมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นการให้ยาโดยการใช้ถังสต๊อก จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า แน่นอน
· ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น การวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด การให้ยาผิดชนิด หรือการให้ขนดของยาที่ผิดพลาด แล้วละก็ วิธีการใช้ถังสต๊อกกับป็มนี้ จะเป็นวิธีที่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด เพียงแค่นำถังสต๊อกยาเก่าออกแล้ว นำน้ำเปล่าฉีดเข้าไปแทน เพื่อทำการล้างยาให้ออกจากระบบรายน้ำให้หมด เท่านี้ก็สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาดังที่กล่าวมาได้แล้ว แต่จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถึงแม้วิธีการให้ยาโดยการละลายน้ำจะมีข้อดีที่มากเพียงใดก็ตาม แต่ผู้ที่ทำการให้ยาก็จะต้องพึงระลึกถึงข้อห้ามต่างๆ ของยาแต่ละชนิดให้ดีด้วย ว่า มันมีข้อห้ามอย่างอื่นอะไรที่จะต้องมีการพิจารณาร่วมด้วย
ประสิทธิภาพของยา
ข้อควรปฏิบัติสำหรับประสิทธิภาพของยาที่ให้โดยการละลายน้ำ ได้แก่
· เจ้าของฟาร์มจะต้องแน่ใจว่า ไก่ที่ได้รับยาโดยการละลายน้ำนั้น ได้มีการกินน้ำที่ผสมยานั้นจริง เพราะว่ายาบางชนิดมันขม จะมีผลทำให้ไปมันไม่กินน้ำ ซึ่งเมื่อไก่มันไม่กินน้ำ ก็จะทำให้ไก่ไม่ได้รับยา ตามมา
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือ ปริมาณของน้ำที่ไก่กิน ซึ่งเราจะรู้ได้ก็จะต้องมีตัวเลขเป็นตัวบอกว่าไก่ใช้น้ำไปเท่าใหร่ ซึ่งในที่นี้ก็คือ โรงเรือนเลี้ยงไก่ จะต้องม มิเตอร์ สำหรับที่จะบันทึกปริมาณของน้ำที่ไก่กินเข้าไปด้วย ซึ่งสิ่งที่ว่านี้จะสำคัญมากต่อระบบการให้ยาโดยการละลายน้ำ เพราะว่า เราจะได้รู้ว่าน้ำที่เราผสมยาไปนั้น ไก่ภายในโรงเรือนมันกินได้หมด และกินได้หมด ภายในระบะเวลาท่เราต้องการด้วย เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของการออกฤทธิของยาที่ให้นั้นได้อย่างเต็มที่
· ในกรใช้ยาที่เป็นผงละลายน้ำนั้น จะต้องมีการพิจารณาคุณภาพของน้ำให้ดี ว่ายาที่ละลายนั้นมันสามารถที่จะละลายได้ 100% หรือไม่ เช่น ยาทั่วไปมักละลายได้ดีในน้ำที่มีลักษณะที่เป็นกรด ยาที่มีคุณสมบัติที่เป้นด่างมักละลายได้ดีในน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรด และน้ำที่เป้นน้ำกระด้าง หรือน้ำที่มีสารแขวนลอยมากๆ จะมีผลทำให้การออกฤทธิของยานั้นไม่ดี ซึ่งสารแขวนลอยนั้นมันจะไปจะกับอนุภาคของยาที่ทำการละลายในน้ำนั้น
· ในการให้ยาที่มีปริมาณความเข้มข้นที่สูงๆ ยาที่ละลายน้ำนั้นมันมักจะไม่ละลาย ทำให้ยาบางส่วนเกิดการตกตะกอนได้ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้ไก่ไม่ได้รับยาในปริมาณที่เติมที่ หรือเติมdose ดังนั้นการให้ยาละลายน้ำที่ดีจะต้องให้ตัวยามีความเข้มข้นไม่เกิน 5% ของน้ำที่จะทำการละลาย แต่ปัญหานี้สามารถที่จะทำการแก้ไขได้โดยการใช้ป็มกับถังสต๊อกยา เพราะจากที่กล่าวมาคือ มันจะสามารถที่จะปรับขนาดของการให้ยาที่เหมาะสมได้ และเราไม่จำเป็นที่จะต้องผสมยาในครั้งละมากๆ และนอกจากนี้ การล้างทำความสะอาด และการเปลี่ยนถังใหม่ก็สามารถที่จะทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็วอีกด้วย
· จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าทางฟาร์มไก่ไม่มีความดือดร้อนมากนักกับเรื่องของต้นทุนอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งสำหรับการให้ยากับไก่ สิ่งที่เหมาะสมมากที่สุดก็คือ การใช้ป็มขนาดเล็กกับถังสต๊อกยา เพื่อควบคุมการให้ยาภายในฟาร์มไก่ จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้ยานั้นดีขึ้น
· เทคนิคของการให้ยาโดยการละลายในน้ำนั้น อย่างหนึ่งที่จะต้องไม่ลืมเลยก็คือ หลายจากที่มีการให้ยาโดยการละลายน้ำแล้ว จะต้องมีการให้ ไก่ได้กินน้ำเปล่าด้วย ซึ่งน้ำเปล่านี้จะต้องป็มเข้าไปในรายระบบน้ำนานเป็นเวลา หลายๆชั่วโมงติดต่อกัน เพื่อให้ไก่ได้รับน้ำเปล่าบ้าง ไม่ให้ไก่เคลียส และที่สำคัญ เพื่อทำความสะอาดระบบท่อรายน้ำไก่กินให้สะอาดด้วย เพราะระบบท่อรายน้ำที่ทำการให้ยานั้น มันจะมีการตกตะกอนของยา และมีการปนเปื้อของยาด้วย ดังนั้นในการป็มน้ำเปล่าเข้าไปภายในระบบท่อรายน้ำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีควมสำคัญมาก มันจะช่วยในการล้างท่อ และป้องกันไปโอฟีม ที่จะเกิดภายในระบบท่อรายน้ำ ดังท่กล่าวมา
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีการพิจารณาประกอบร่วมกันกันก็คือ ปริมาณน้ำที่จะต้องใช้ ปริมาณยาที่จะต้องใช้ น้ำหนักของไก่ที่จะให้ยา และระยะเวลาที่จะให้ยา ดังนั้น ผู้ที่จะคำนวนค่าต่างๆเหล่านี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาก ซึ่งถ้ามีการความนวนที่ผิดพลาดแล้ว ก็จะทำให้การให้ยานั้นไม่ได้ผล หรือไม่มีประสิทธิภาพที่ดี ตามมา
· สุดท้ายนี้ ระบบการจัดการการให้น้ำแบบระบบท่อนั้น ฟาร์มไก่ที่มีการใช้นี้ จะต้องมีการควบคุมดูแล รักษา และปรับปรงซ่อมแซมให้ดี โดยในช่วงของการเตรียมโรงเรือนเลี้ยงไก่ ทางฟาร์มไก่จะต้องมีโปรแกรมในการล้างทำความสะอาด ให้ดี โดยเฉพาะตะกอนต่างๆ ไปโอฟีมที่อยู่ภายในท่อระบบการให้น้ำ จะต้องทำการล้างออกให้หมด และตรวจสอบซ่อมแซมท่อส่วนที่พัง เป็นรู ให้เรียบร้อย และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า หัวนิปเปิลแต่ละหัวนั้น อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรูรั่ว ในการล้างทำความสะอาดนั้น อาจจะมีการใช้กรดต่างๆ ล้างทำความสะอาด หรือใช้สารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ แช่หมัก แล้วใช้ป็มแรงดันสูงล้าง ออกก็ได้
เอกสารอ้างอิง
· Xavier C.. 2008. The Importance Of Drinking Water , feed and livestock , V5( 2 ) : 31-34 p.
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ปัญหาของ การติดเชื้อ S.aureus และ E.coli ในการเลี้ยงไก่เนื้อ
ปัญหาของ การติดเชื้อ S.aureus และ E.coli ในการเลี้ยงไก่เนื้อ
( Problem of S.aureus and E.coli in broilers )
ประจำเดือน พฤษภาคม 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
ภาพรวมของปญหา E.coliโรคนี้กอใหเกิดความเสียหายในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไกเนื้อ เปนอันมาก อาจพบอัตราการตายสูงถึง 30% จนถึง 50% ซึ่งการรักษาดวยยาปฏิชีวนะนั้นก็ ไมไดผลดีเทาที่ควร ทั้งอัตราการตายที่
คอนขางสูงและยังตองมีการใชยาสงผลใหตนทุนการ ผลิตไกตอหนวยคอนขางสูง
ภาพความเสียหาย
ในการเลี้ยงไกสิ่งที่ม ผลกระทบมากอย่างหนึ่งก็คือการติดเชื้อ E.coli โดยเฉพาะในชวง
ตนปของปีนี้มีลักษณะความเสียหาย ดังนี้
· อัตราการปวยคอนขางสูง แทบจะทุกฟารมสามารถพบไกปวยเปนโรคนี้ ได
· อัตราการตายสูง ในชวงการเลี้ยงสองสัปดาหแรกอาจมีอัตราการตายสูง ถึง 10-20%
· การรักษาไมไดผลเทาที่ควร
· ถึงแมการรักษาจะลดอัตราการตายได แตในตลอดระยะเวลาการเลี้ยง สามารถพบการปวยซ้ำไดอีก 2-3 ครั้ง ทําใหตองใชยาบอยครั้งตลอดรอบการเลี้ยงนั้นๆ สงผลใหตนทุนการเลี้ยงสูงขึ้น
· พบเสมอวาไกที่ปวยตายนั้น ไมไดพบวาปวยดวย E.coli เพียงอยางเดียว มักพบมีการปวยดวยโรคอื่นๆร่วมดวย เชน โรคนิวคาสเซิล (ND) โรคติดเชื้อหลอดลม อักเสบ (IB) โรคกัมโบโร (IBD) และโรคติดเชื้ออื่นๆ ดวยเหตุนี้เองเมื่อผาซากจะพบ วิการของโรคหลายโรค ทําใหคอนขางยากในการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา
สาเหตุ
1. สําหรับการติดเชื้อ E.coli สามารถมีการติดเชื้อมาไดตั้งแตฟารมไกพอแมพันธุ ตลอดจน กระบวนการขนสงจนถึงฟารม ถาหากมีการติดเชื้อคอนขางรุนแรงจะพบวาลูกไกเกิดสะดือ อักเสบ ทองเสียถายเปนสีขาว
2. เมื่อลูกไกมาถึงฟารมลูกคาแลว ยังมีทางการติดเชื้ออีกหลายทาง อาทิเชน การ ปนเปอนเชื้อ E.coli ในน้ำที่ใหไกกินซึ่งเปนชองทางการติดเชื้อที่สําคัญ หรือติดเชื้อจาก สิ่งแวดลอมในเลา ไมวาจะเปนวัสดุรองพื้น หรือเชื้อที่ลอยอยูในอากาศ
3. การระบายอากาศที่ไมดีที่สงผลใหเกิดแกสแอมโมเนียในเลาสูง กาซ คารบอนไดออกไซดสูง จนถึงไอเสียที่เกิดจากการเผาถานหินใหความรอนในเลาไก ทําใหการ ทํางานของเซลลพัดโบกที่ระบบทางเดินหายใจของไกถูกทําลาย สงผลใหเชื้อ E.coli เขาสู ระบบทางเดินหายใจไก เกิดถุงลมอักเสบตามมา
4. เมื่อไกเกิดการปวยดวยโรค E.coli เกษตรกรมักจะใหยาหลากหลายชนิดดวยความไม เขาใจ ซึ่งจะสงผลใหแบคทีเรียที่เปนประโยชนตอรางกายรวมถึง E.coli ชนิดที่กอประโยชน ตอรางกายถูกทําลายไปดวย อาจสงผลใหเกิดโรคอื่นๆ ตามมา
5. E.coli ชนิดที่กอใหเกิดโรคนั้น พบไดทั่วไปตามสิ่งแวดลอมที่ไกอยู ถาการ สุขาภิบาลหรือความสะอาดในเลาไมดีพอ สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยางมากในรอบ วัน บวกกับไกอยูในภาวะเครียด เหลานี้จะทําใหไกปวยดวยการติดเชื้อ E.coli อยางรวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ
เชื้อ E.coli มีมากมายหลายชนิดดวยกัน ซึ่งในแตละชนิดจะกอใหเกิดพยาธิสภาพในแต
ละอวัยวะไมเหมือนกัน แตมักจะรวมกันกอโรคใหเกิดพยาธิสภาพในหลายอวัยวะพรอมๆ กัน
เมื่อทําการผาซากไกที่ปวยจากการติดเชื้อ E.coli จะพบมีหนองและไฟบรินหุมตับ เยื่อหุม
หัวใจอักเสบและมีหนอง ถุงลมอักเสบและมีหนอง ผนังชองทองและชองอกอักเสบ เยื่อหุมขอ
ตออักเสบ เยื่อบุอวัยวะตางๆ บวมน้ำ ลําไสอักเสบ สมองอักเสบ subcutaneous edema อวัยวะ
ภายในมีจุดเลือดออกหรือมีเลือดออก พบการดูดซึมไมหมดของไขแดง ฯลฯ ในไกใหญแลว
เมื่อมีการติดเชื้อ E.coli อาจพบภาวะทองมานได และถ้ามีการติดเชื้อ S.aureus ร่วมด้วยก็อาจจะพบวิการทางสมอง สมองอักเสบร่วมด้วย
เชื้อ E.coli มีหลายชนิดดวยกัน และการดื้อยานั้นมักแตกตางกันในแตละชนิดของเชื้อ E.coli
ทําใหการใชยาบางครั้งไดผล บางครั้งไมไดผล อีกทั้งกระบวนการดื้อยาของเชื้อ E.coli ดําเนิน
ไปคอนขางเร็ว ทําใหยาที่เคยใชไดผลระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาผานไปมักใหผลในการรักษาไม
ดีเทาตอนแรก
ลักษณะอาการ
สวนใหญมักแสดงอาการไอ มีเสียงกรน หายใจมีเสียงดัง ทองเสียเปนสีขาว สีเหลือง สีเขียว หนังตาบวม น้ำตาไหล หายใจลําบาก ฯลฯ เมื่อไกตายแลวผิวหนังเปนคล้ำา ซากขาด น้ำ
สรุป
การปวยเนื่องจากการติดเชื้อ E.coli นั้น มีสาเหตุโนมนํามาจากการจัดการไมดี การ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยางรวดเร็ว แนวทางการปองกันโรคที่เกิดจากเชื้อ E.coli สามารถกระทําโดย
1. ตองมีการปรับการระบายอากาศและอุณหภูมิใหเหมาะสมและสัมพันธกัน
2. ความหนาแนนของพื้นที่การเลี้ยงตอตัวเหมาะสม
3. ความชื้นภายในเลามีความเหมาะสม ซึ่งอยูที่ 60-70%
4. อาหารและน้ำที่ใหไกตองใหในปริมาณที่เหมาะสม และสะอาด
5. วางแนวทางปองกันเชื้อจากภายนอกเขาภายในฟารม โดยเนนเรื่องระบบความ
ปลอดภัยทางชีวภาพ
6. เนนการสุขาภิบาลภายในและนอกเลา
เอกสารอ้างอิง
· IPV_ Poulty New_ July 2007
· http://chat-chan-chtooo.blogspot.com/2008/04/avian-cellulitis.html
( Problem of S.aureus and E.coli in broilers )
ประจำเดือน พฤษภาคม 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
ภาพรวมของปญหา E.coliโรคนี้กอใหเกิดความเสียหายในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไกเนื้อ เปนอันมาก อาจพบอัตราการตายสูงถึง 30% จนถึง 50% ซึ่งการรักษาดวยยาปฏิชีวนะนั้นก็ ไมไดผลดีเทาที่ควร ทั้งอัตราการตายที่
คอนขางสูงและยังตองมีการใชยาสงผลใหตนทุนการ ผลิตไกตอหนวยคอนขางสูง
ภาพความเสียหาย
ในการเลี้ยงไกสิ่งที่ม ผลกระทบมากอย่างหนึ่งก็คือการติดเชื้อ E.coli โดยเฉพาะในชวง
ตนปของปีนี้มีลักษณะความเสียหาย ดังนี้
· อัตราการปวยคอนขางสูง แทบจะทุกฟารมสามารถพบไกปวยเปนโรคนี้ ได
· อัตราการตายสูง ในชวงการเลี้ยงสองสัปดาหแรกอาจมีอัตราการตายสูง ถึง 10-20%
· การรักษาไมไดผลเทาที่ควร
· ถึงแมการรักษาจะลดอัตราการตายได แตในตลอดระยะเวลาการเลี้ยง สามารถพบการปวยซ้ำไดอีก 2-3 ครั้ง ทําใหตองใชยาบอยครั้งตลอดรอบการเลี้ยงนั้นๆ สงผลใหตนทุนการเลี้ยงสูงขึ้น
· พบเสมอวาไกที่ปวยตายนั้น ไมไดพบวาปวยดวย E.coli เพียงอยางเดียว มักพบมีการปวยดวยโรคอื่นๆร่วมดวย เชน โรคนิวคาสเซิล (ND) โรคติดเชื้อหลอดลม อักเสบ (IB) โรคกัมโบโร (IBD) และโรคติดเชื้ออื่นๆ ดวยเหตุนี้เองเมื่อผาซากจะพบ วิการของโรคหลายโรค ทําใหคอนขางยากในการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา
สาเหตุ
1. สําหรับการติดเชื้อ E.coli สามารถมีการติดเชื้อมาไดตั้งแตฟารมไกพอแมพันธุ ตลอดจน กระบวนการขนสงจนถึงฟารม ถาหากมีการติดเชื้อคอนขางรุนแรงจะพบวาลูกไกเกิดสะดือ อักเสบ ทองเสียถายเปนสีขาว
2. เมื่อลูกไกมาถึงฟารมลูกคาแลว ยังมีทางการติดเชื้ออีกหลายทาง อาทิเชน การ ปนเปอนเชื้อ E.coli ในน้ำที่ใหไกกินซึ่งเปนชองทางการติดเชื้อที่สําคัญ หรือติดเชื้อจาก สิ่งแวดลอมในเลา ไมวาจะเปนวัสดุรองพื้น หรือเชื้อที่ลอยอยูในอากาศ
3. การระบายอากาศที่ไมดีที่สงผลใหเกิดแกสแอมโมเนียในเลาสูง กาซ คารบอนไดออกไซดสูง จนถึงไอเสียที่เกิดจากการเผาถานหินใหความรอนในเลาไก ทําใหการ ทํางานของเซลลพัดโบกที่ระบบทางเดินหายใจของไกถูกทําลาย สงผลใหเชื้อ E.coli เขาสู ระบบทางเดินหายใจไก เกิดถุงลมอักเสบตามมา
4. เมื่อไกเกิดการปวยดวยโรค E.coli เกษตรกรมักจะใหยาหลากหลายชนิดดวยความไม เขาใจ ซึ่งจะสงผลใหแบคทีเรียที่เปนประโยชนตอรางกายรวมถึง E.coli ชนิดที่กอประโยชน ตอรางกายถูกทําลายไปดวย อาจสงผลใหเกิดโรคอื่นๆ ตามมา
5. E.coli ชนิดที่กอใหเกิดโรคนั้น พบไดทั่วไปตามสิ่งแวดลอมที่ไกอยู ถาการ สุขาภิบาลหรือความสะอาดในเลาไมดีพอ สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยางมากในรอบ วัน บวกกับไกอยูในภาวะเครียด เหลานี้จะทําใหไกปวยดวยการติดเชื้อ E.coli อยางรวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ
เชื้อ E.coli มีมากมายหลายชนิดดวยกัน ซึ่งในแตละชนิดจะกอใหเกิดพยาธิสภาพในแต
ละอวัยวะไมเหมือนกัน แตมักจะรวมกันกอโรคใหเกิดพยาธิสภาพในหลายอวัยวะพรอมๆ กัน
เมื่อทําการผาซากไกที่ปวยจากการติดเชื้อ E.coli จะพบมีหนองและไฟบรินหุมตับ เยื่อหุม
หัวใจอักเสบและมีหนอง ถุงลมอักเสบและมีหนอง ผนังชองทองและชองอกอักเสบ เยื่อหุมขอ
ตออักเสบ เยื่อบุอวัยวะตางๆ บวมน้ำ ลําไสอักเสบ สมองอักเสบ subcutaneous edema อวัยวะ
ภายในมีจุดเลือดออกหรือมีเลือดออก พบการดูดซึมไมหมดของไขแดง ฯลฯ ในไกใหญแลว
เมื่อมีการติดเชื้อ E.coli อาจพบภาวะทองมานได และถ้ามีการติดเชื้อ S.aureus ร่วมด้วยก็อาจจะพบวิการทางสมอง สมองอักเสบร่วมด้วย
เชื้อ E.coli มีหลายชนิดดวยกัน และการดื้อยานั้นมักแตกตางกันในแตละชนิดของเชื้อ E.coli
ทําใหการใชยาบางครั้งไดผล บางครั้งไมไดผล อีกทั้งกระบวนการดื้อยาของเชื้อ E.coli ดําเนิน
ไปคอนขางเร็ว ทําใหยาที่เคยใชไดผลระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาผานไปมักใหผลในการรักษาไม
ดีเทาตอนแรก
ลักษณะอาการ
สวนใหญมักแสดงอาการไอ มีเสียงกรน หายใจมีเสียงดัง ทองเสียเปนสีขาว สีเหลือง สีเขียว หนังตาบวม น้ำตาไหล หายใจลําบาก ฯลฯ เมื่อไกตายแลวผิวหนังเปนคล้ำา ซากขาด น้ำ
สรุป
การปวยเนื่องจากการติดเชื้อ E.coli นั้น มีสาเหตุโนมนํามาจากการจัดการไมดี การ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยางรวดเร็ว แนวทางการปองกันโรคที่เกิดจากเชื้อ E.coli สามารถกระทําโดย
1. ตองมีการปรับการระบายอากาศและอุณหภูมิใหเหมาะสมและสัมพันธกัน
2. ความหนาแนนของพื้นที่การเลี้ยงตอตัวเหมาะสม
3. ความชื้นภายในเลามีความเหมาะสม ซึ่งอยูที่ 60-70%
4. อาหารและน้ำที่ใหไกตองใหในปริมาณที่เหมาะสม และสะอาด
5. วางแนวทางปองกันเชื้อจากภายนอกเขาภายในฟารม โดยเนนเรื่องระบบความ
ปลอดภัยทางชีวภาพ
6. เนนการสุขาภิบาลภายในและนอกเลา
เอกสารอ้างอิง
· IPV_ Poulty New_ July 2007
· http://chat-chan-chtooo.blogspot.com/2008/04/avian-cellulitis.html
ปัญหา Sliped tendon
ปัญหา Slipped tendon กับการเลี้ยงไก่เนื้อ
( Problem of Slipped tendon in Broiler )
ประจำเดือน เมษายน 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
บทนำ
ปัญหาของโรคเอ็นเลื่อนหลุด หรือ Slipped tendon นั้น จะเป็นโรคที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยมากนัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรคนี้มักจะเกิดขึ้นจากการขาดสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไก่ สารที่มักจะก่อให้เกิดปัญหาคือ manganese, choline, zinc ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สารอาหารพวกนี้จะเป็นส่วนประกอบของ Pre-mix ที่ผสมอยู่ในอาหารไก่ หรือบางทีอาจจะเกิดจากการขาดสารจำพวกนี้ pyridoxine, biotin, folic acid, niacin ร่วมด้วยก็ได้
มีสัตว์หลายๆชนิดที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ เช่น ไก่ทั่วไป เป็ด หรือ ไก่งวง ในส่วนของไก่งวงมักจะมีส่วนของการขาด galactosamine ร่วมด้วยเสมอ
ลักษณะอาการของโรค
· ขางอสั้น
· แสดงอาการขาเจ็บ
· ข้อบวม แดง ใหญ่
· เอ็นเลื่อนหลุดจากเบ้าของข้อ
· ไก่นั่งบนข้อ
· การเจริญเติบโตของไก่ผิดปกติไป
วิการของโรค
· การเจริญของกระดูกผิดปกติ
· กระดูกบิด งอ
· กระดูกบางลง
· ร่องกระดูกที่ข้อ จะตื้นขึ้น
· พบเส้นเอ็น เลื่อนหลุดไปอยู่ด้านข้างของข้อเข่า
การวินิจฉัยโรค
· ดูจากผลการวิเคราะห์คุณภาพอาหารไก่
· ไก่ขา บิด งอ
· ข้อขาไก่อักเสบ
· ข้อขา ติดเชื้อ
· เส้นเอ็นที่ข้อ เกิออักเสบ
การรักษา
· ไม่มีวิธีการรักษา ที่แน่นอน
· ให้ทำการรักษาตามอาการ เช่น เสริมวิตามินให้ไก่แข็งแรง คัดไก่ที่ขาเจ็บ ข้อบวมออกจากฝูง หรือเปลี่ยนอาหารใหม่
การป้องกัน
· ปรับปรุงสูตรอาหารใหม่
· ทามการเสริม สารจำพวก manganese, choline, vitamins ในสูตรอาหารให้เหมาะสม
ภาพประกอบ
เอกสารอ้างอิง
· http://www.thepoultrysite.com/diseaseinfo/30/chondrodystrophy-slipped-tendon-or-perosis
Chondrodystrophy, Slipped Tendon or Perosis
( Problem of Slipped tendon in Broiler )
ประจำเดือน เมษายน 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
บทนำ
ปัญหาของโรคเอ็นเลื่อนหลุด หรือ Slipped tendon นั้น จะเป็นโรคที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยมากนัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรคนี้มักจะเกิดขึ้นจากการขาดสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไก่ สารที่มักจะก่อให้เกิดปัญหาคือ manganese, choline, zinc ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สารอาหารพวกนี้จะเป็นส่วนประกอบของ Pre-mix ที่ผสมอยู่ในอาหารไก่ หรือบางทีอาจจะเกิดจากการขาดสารจำพวกนี้ pyridoxine, biotin, folic acid, niacin ร่วมด้วยก็ได้
มีสัตว์หลายๆชนิดที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ เช่น ไก่ทั่วไป เป็ด หรือ ไก่งวง ในส่วนของไก่งวงมักจะมีส่วนของการขาด galactosamine ร่วมด้วยเสมอ
ลักษณะอาการของโรค
· ขางอสั้น
· แสดงอาการขาเจ็บ
· ข้อบวม แดง ใหญ่
· เอ็นเลื่อนหลุดจากเบ้าของข้อ
· ไก่นั่งบนข้อ
· การเจริญเติบโตของไก่ผิดปกติไป
วิการของโรค
· การเจริญของกระดูกผิดปกติ
· กระดูกบิด งอ
· กระดูกบางลง
· ร่องกระดูกที่ข้อ จะตื้นขึ้น
· พบเส้นเอ็น เลื่อนหลุดไปอยู่ด้านข้างของข้อเข่า
การวินิจฉัยโรค
· ดูจากผลการวิเคราะห์คุณภาพอาหารไก่
· ไก่ขา บิด งอ
· ข้อขาไก่อักเสบ
· ข้อขา ติดเชื้อ
· เส้นเอ็นที่ข้อ เกิออักเสบ
การรักษา
· ไม่มีวิธีการรักษา ที่แน่นอน
· ให้ทำการรักษาตามอาการ เช่น เสริมวิตามินให้ไก่แข็งแรง คัดไก่ที่ขาเจ็บ ข้อบวมออกจากฝูง หรือเปลี่ยนอาหารใหม่
การป้องกัน
· ปรับปรุงสูตรอาหารใหม่
· ทามการเสริม สารจำพวก manganese, choline, vitamins ในสูตรอาหารให้เหมาะสม
ภาพประกอบ
เอกสารอ้างอิง
· http://www.thepoultrysite.com/diseaseinfo/30/chondrodystrophy-slipped-tendon-or-perosis
Chondrodystrophy, Slipped Tendon or Perosis
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
น้ำไก่กิน กับ การเลี้ยงไก่เนื้อ
น้ำไก่กินกับการเลี้ยงไก่เนื้อ
( The Importance Of Drinking Water )
ประจำเดือน กรฏาคม 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
นอกเหนือจากเรื่องของพันธุ์สัตว์ที่มักถูกละเลยแล้ว น้ำดื่มก็มักเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มกจะถูละเลยเช่นกัน ในเมื่อเป้าหมายหลักสูงสุดของของการสัตว์ก็คือการการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ซึ่งเกษตรกรทั่วไปมักให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหารสัตว์มากกว่า ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารสัตว์ในตอนนี้มันจะมีราคาที่มีแนวโน้มที่จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รูปแบบของการวางระบบน้ำ คุณภาพของน้ำ และเทคนิดของการให้ยาเพื่อรักษาโรคโดยการผสมน้ำกินนั้นกลับไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร
ควรระลึกเอาไว้เสมอว่า ปริมาณของน้ำที่ไก่กินนั้นมากกว่าอาหารประมาณ 2-3 เท่าในแต่ละวัน ดังนั้นการขาดน้ำไก่กินจึงส่งผลเสียมากต่อขบวนการผลิตไก่ และนอกจากนี้ ถ้าคุณภาพของน้ำไม่ดีแล้ว การให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น มันก็จะไม่มีประสิทธิภาพตามมาด้วย
การจัดการระบบการให้น้ำภายในฟาร์ม
การจัดการระบบการให้น้ำภายในฟาร์ม จะต้องมีการจัดการด้วยความระมัดระวัง โดยจะต้องมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. ระบบน้ำจะต้องสามารถป้องกันการปนเปื้อนจะแหล่งน้ำสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน และนอกจากนี้ ขนาดของปั้มน้ำ แท็งน้ำและท่อน้ำ ควรที่จะมีขนาดที่ใหญ่พอ เพื่อลดการสูญเสียแรงดันภายในระบบน้ำ
2. ระบบการกรองน้ำ ซึ่งถ้าจะให้ดีควรที่จะมีการขนาดของการกรองที่ระดับ 60 ไมครอน ซึ่งมันจะช่วยในการกรองตะกอนต่างๆที่ปนมากับน้ำได้ดี และนอกจากนี้มันจะช่วยลดการอุดตันภายในท่อของระบบการให้น้ำได้เป็นอย่างดี และนอกจานี้ ระบบการกรองที่ดีมันจะสามารถ ช่วยลดปัญหาการเกิดไบโอฟีมล์ ภายในท่อระบบน้ำได้ด้วย
3. มิเตอร์วัดปริมาณน้ำไก่กินและปริมาณของน้ำที่ใช้ไปทั้งหมด จะต้องมีการติดตั้งเอาไว้ทุกฟาร์ม หรือทุกโรงเรือนของการเลี้ยงไก่ ซึ่งถ้าการกินน้ำของไก่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติแล้ว มันก็สามารถที่จะบอกได้เป็นนัยๆว่า น่าจะเกิดปญหาขึ้นกับตัวไก่แล้ว ซึ่งทั้งนี้อาจจะบอกได้คร่าวๆว่า ไก่อาจจะป่วย หรือเกิดความเครียดขึ้นแล้ว ซึ่งการจัดการตรวจวัดปริมาณของน้ำไก่กินที่ถูกต้องนั้น จะช่วยทำให้การให้ยาโดยการละลายน้ำได้ผลดี หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. การให้ยาละลานน้ำแบบเทในแท็งใหญ่นั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะเลิกใช้ เพราะว่ามันจะทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ภายในแท็งที่มากขึ้น และนอกจากนี้มันยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้สัตว์พาหะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนู แมลงสาป จิ้งจก ตกลงไปในแท็งได้ และนอกจากนี้ การให้ยาโดยการละลายน้ำในแท็งนี้ มันยังอาจจะทำให้ยาตกตะกอนภายในถังได้ ซึ่งเมื่อให้วัคซีนโดยการละลายน้ำภายในถังเดิมนี้ มันก็อาจจะมีผลการประสิทธิภาพของการให้วัคซีนกับไก่ด้วยก็ได้ แนวทางปฏิบัติโดยส่วนมาก ทั่วโลกมักจะใช้ปลั้มแรงดันสูงต่อเข้ากับระบการให้น้ำภายในฟาร์ม เพื่อที่จะทำให้แรงดันของน้ำกระจายไปได้อย่างทั่วถึงในทุกๆจุดของระบบท่อภายในฟาร์ม ซึ่งข้อดีก็คือ มันจะสามารถทำให้ไก่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอและทั่วถึงกันทุกจุดของระบบรายน้ำ
5. หัว Nipple จะต้องมีจำนวนที่เพียงพอ ต่อจำนวนของไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในโรงเรือนนั้นๆ
คุณภาพของน้ำไก่กิน
คุณภาพของน้ำเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญมาก เพราะว่าโดยมาตรฐานของน้ำทั่วไปแล้ว ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในแต่ละสายพันธ์ของสัตว์ที่นำมาเลี้ยง โดยทั่วไปจะใช้มาตรฐานของน้ำกินของมนุษย์แทน แม้ว่าส่วนประกอบบางตัวจะมีค่าตัวบ่งชี้ที่แตกต่างจากน้ำที่คนกินก็ตาม
ในเชิงอุดมคติแล้ว จะมีการแนะนำให้มีการตรวจน้ำปีละ 2 ครั้ง ซึ่งทั้งนี้ก็อาจจะมีการตรวจวิเคราะห์ ในช่วงฤดูแล้งกับฤดูฝน หรืออาจะเป็นช่วงฤดูร้อนกับฤดูฝน ก็ได้ ซึ่งการตรวจก็จะเป็นการตรวจทางกายภาพ ซึ่งการวิเคราะห์ก็จะมี เช่น ความเป็นกรดเป็นด่าง ความกระด้างของน้ำ ปริมาณของสารอินทรีย์ในน้ำ สนิมเหล็ก ไนเตรด ไนไตรด์ แอมโมเนียม คลอไรด์ เป็นต้น และนอกจากนี้การตรวจวิเคราะห์เชิงชีวภาพก็จะมี เช่น การตรวจลักษณะของเชื้อแบคทีเรียต่างๆ E.coli ,Clostridium , Coliforms Streptococci , Pseudomonas , Staphylococci เป็นต้น
การตรวจวิเคราะห์น้ำ ควรทำการสุ่มตัวอย่างน้ำที่จะนำมาทำการวิเคราะห์ จากหลายๆที่ เช่น ก้นบ่อ แอ่งน้ำ ผิวน้ำ แหล่งน้ำหลักที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ เป็นต้น และที่สำคัญจุดปลายน้ำที่ไก่กิน หรือที่สัตว์สำผัสอยู่ก็มักจะเป็น จุดๆหนึงที่จะต้องนำมาตรวจสอบเพราะ มันมักจะเป็นจุดศูนย์รวมของการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ด้วย
เมื่อการการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆภายในท่อน้ำแล้ว เชื้อจุลินทรีย์เล่านั้นก็จะมีการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนขึ้นมาก แล้วหลังจากนั้นมันก็จะทำให้เกิดไบโอฟีมขึ้นภายในระบบน้ำของท่อรายน้ำไก่กิน ตามมา ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มไก่จะต้องทำเป้นประจำก็คือ การทำความสะอาดระบบรายน้ำและที่น้ำ ให้เป็นประจำด้วย และนอกจากนี้ จะต้องมีการวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการของน้ำที่ส่งตรวจวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เมื่อพบว่าคุณภาพของน้ำไม่ดีแล้ว ก็จะต้องทำการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นกับไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์ม ต่อไป
ในการแกไขปัญหาของคุณภาพน้ำไก่กินนั้น จะต้องต้องดูที่ปัญหาว่า ปัญหาหลักๆ ที่พบนั้นคืออะไร เช่น ถ้าพบว่าน้ำนั้นมีการปนเปื้อนแบคทีเรีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่มากเกินไปแล้ว ก็จะต้องเพิ่มสารคลอรีนลงไปในน้ำ เพื่อที่จะช่วยในการฆ่าเชื้อในน้ำนั้นให้หมดไป หรือถ้าพบว่าน้ำนั้นมีความขุ่นเป็นจำนวนมาก ก็จะต้องทำการตกตะกอนของน้ำ ก่อนที่จะนำมาฆ่าเชื้อ เพื่อทำให้ผลของการฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่เราไม่ควรที่จะมองข้ามเลยก็คือ ปัญหาของน้ำไก่กินที่มีตะกอนของสารอนินทรีย์มากๆ เช่น น้ำมีการปนเปื้อนของสาร แมกนีเชียม สารคอบเปอร์ซัลเฟต หรือแม้กระทั้ง แร่เหล็ก ซึ่งตะกอนเหล่านี้มันจะไปมีผลทำให้ท่อระบบรายน้ำเกิดการผุกร่อนขึ้นมาได้ และสุดท้ายก็จะทำให้ ระบบรายน้ำที่มีการจัดการอยู่ภายในฟาร์มไก่นั้นเกิดการเสียหายตามมาได้
การปรับปรุงคุณภาพน้ำไก่กิน
กระบวนการในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำไก่กินนั้น สามารถที่จะทำได้หลายๆวิธี ซึ่งขึ้นกับคุณลักษณะของน้ำที่ นำมาใช้ เช่น
· การฆ่าเชื้อในน้ำโดยใช้สารคลอรีน โดยมากแล้วมักจะมีการผสม หรือเติมสารคลอรีนลงไปในน้ำก่อนที่น้ำจะมีการใหลเข้าไปในแท็ง หรือท่อ เพื่อให้สารคลอรีนมีเวลาทำปฏิกิริยา ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต่างๆก่อน ไม่น้อยกว่า 20 – 30 นาที โดยเชื้อโรคที่จำเป็นจะต้องฆ่าได้แก่ เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค เชื้อไวรัส ที่ก่อโรค เชื้อราที่ก่อโรค ในไก่ต่างๆ เป็นต้น
· การฆ่าเชื้อในน้ำด้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือ คลอรีนไดออกไซด์ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ มีหลายๆพื้นที่นิยมทำกัน แต่การฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีนี้ มันมักจะมีข้อกำกัดเหมือนกัน คือ มันจะออกฤทธิได้ดีในระบบน้ำที่เป้นระบบปิด เท่านั้น และถ้าน้ำมีตะกอนที่มากๆ มันจะออกฤทธิได้ไม่ดีเลย
· การกรองน้ำ จะเป็นวิธีหนึงที่ทำให้คุณภาพของน้ำดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำที่มีลักษณะที่ขุ่น ดังนั้นถ้าน้ำไก่กินขุ่น การกรองน้ำไก่กินก็เป็นอีกวิธีหนึง ที่ทำให้คุณภาพของน้ำในเชิงกาพดีขึ้น ได้
· การทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นกรด ก็เป็นอีกวิธีหนึงที่สามารถลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ ภายในน้ำไก่กินได้ ซึ่งสารที่จะนำมาทำให้น้ำเป็นกรด หรือลด ph ของน้ำนั้นจะมีอยู่หลายๆ ชนิด ซึ่งทั้งนี้ ควรที่จะให้เจ้าของฟาร์มทำการพิจารณาเลือกชนิดของผลิตภัณพ์ เพื่อความเหมาะสมในแต่ละที่
· การจำกัดธาตุเหล็กในน้ำ ซึ่งน้ำไก่กินที่มีปริมาณของธาตุเหล็กมากๆนั้น มันจะส่งผลต่อคุณภาพของน้ำมาก เช่น มันจะไปขัดขวางประสิทธิภาพของการทำวัคซีนละลายน้ำ ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในตวของไก่ขึ้นไม่ดี มันจะไปขัดขวางประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อของสารคลอรีนที่ไส่ลงไปในน้ำ เพราะธาตุเหล็กมันจะไปจับกับสารคลอรีนที่ไส่ลงไปในน้ำ มันจะไปส่งเสริมทำให้มีการอุดตันของระบบรายน้ำ และอุปกรณ์ที่ต่อผ่านระบบรายน้ำ และมันยังไปส่งเสริมทำให้มีการเพิ่มของจำนวนของจุลินทรีย์ภายในระบบรายน้ำ ได้มากอีกด้วย
· สารในเตรทที่ผสมอยู่ในน้ำไก่กิน ก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะส่งผลทำให้สุขภาพของไก่ไม่ดีตามมา ซึ่งน้ำที่มีปริมาณของสารไนเตรทจำนวนมาก เราจำเป็นที่จะต้องทำการกำจัดออกไป ให้เร็ว และก็ให้มากที่สุดด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับสุขภาพของไก่ที่เลี้ยงภายในฟาร์มตามมา
· ในกรณีที่น้ำไก่กินเป็น้ำกระด้าง ทางฟาร์มไก่ก็จำเป็นที่จะต้องทำการบำบัดก่อนที่จะส่งเข้าไปภายในรายน้ำ โดยการทำให้ความกระด้างของน้ำนั้นลดลงก่อน ซึ่งวิธีการลดความกระด้วงของน้ำนั้นก็มีอยู่หลายวิธี ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของฟาร์ม และในแต่ละพื้นที่นั้นๆ เพราะว่าน้ำกระด้างนั้น มันจะเนี่ยวนำทำให้เกิดปัญหาไปโอฟีมขึ้นภายในระบบท่อรายน้ำได้ ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มันจะไปมีผลทำให้การให้ยา ให้วัคซีน โดยระลายน้ำไม่ได้ผล เกิดการอุดทันของท่อระบบรายน้ำ และสุดท้ายทำให้ปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในระบบท่อ เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันจะไปมีผลกระทบกับสุขภาพของไก่ที่เลี้ยงภายในฟาร์มตามมา
สำหรับเรื่องของ การจัดการน้ำที่สะอาดเพื่อที่จะใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ได้มีการจัดการ หรือมีการทำมานาน
แล้วกว่า 30 ปี โดยปัจจุบันนี้ เทคนิคนี้ได้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้ว่าทั่งร้านค้า และตลาดต่างก็มีอุปกรณ์ชนิดนี้ออกมาขายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่สามารถที่จะไปซื้อมาใช้ได้อย่างสะดวก ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ มันจะมุงเน้นไปทำให้คุณภาพของน้ำที่เรานำมาใช้ ดื่ม กิน หรือใช้อื่นๆ มีคุณภาพที่ดีขึ้น
การห้ามใช้ยาปฎิชีวนะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ใช้ในการผสมอาหาร หรือที่ใช้โดยการฉีดนั้นจะมีการห้ามใช้ในการเลี้ยงไก่เนื้อเลย ทำให้แนวทางการใช้ยาโดยการละลายในน้ำไก่กินนั้น จึงเป้นแนวทางที่มีความสนใจมากขึ้น และตอนนี้คงเชื้อได้ว่า ทุกบริษัทที่มีการผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออกนั้นคงจะมีใช้ยาโดยการละลายน้ำเพียงอย่างเดียว เท่านั้น
การใช้สารชนิดต่างๆ เพื่อที่จะใช้ในการละลายโดยน้ำนั้น มีอยู่หลายๆอย่างที่สามารถที่จะทำได้ เช่น การละลายยาฆ่าโดยกับน้ำแล้วทำการฉีดพ่น การละลายยาฆ่าพายธิ การละลายวัคซีน การละลายยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาโรคต่างๆ การให้อาหารเสริมกับไก่ จำพวกวิตามิน การละลายโปไปโอติก หรือแม้กระทั่งการละลายกรดอินทรีย์ ต่างๆ เป็นต้น
การให้ยาโดยการละลาย
ข้อดีของการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น มีอยู่หลายประการ ดังต่อไป นี้
· ในกรณีสัตว์ที่ป่วยมักจะมีแนวโน้ม ในการกินอาหารที่ลดลง และมีแนวโน้มที่มักจะกินอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะชดเชยปริมาณของน้ำที่จะสูญเสียไป และทำการรักษาอุณหภูมิ ของร่างกายให้คงที่ ดังนั้น การให้ยาโดยการละลายน้ำจึงเป็นที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น เราสามารถที่จะปรับระยะเวลาของการให้ยา ให้มีความเหมาะสมได้ เช่น อาจจะให้ 2-4 ชม. เพื่อทำให้ไก่ สามารถที่จะได้รับยาได้ทุกตัว เพื่อให้ผลของการให้ยานั้นมีประสิทธิภาพที่สูง สุด
· วิธีการให้ยาสามารถที่จะทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์น้อย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการให้ยาโดยวิธีอื่นแล้วสามรถที่จะปฏิบัติได้เร็วกว่า สะดวกสะบายกว่า
· ในกรณีที่มีการให้ยาผิดพลาดพลาด เราสามารถที่จะแกไขได้โดยทันที ซึ่งจะไม่เหมือนกับการให้ยาโดยวิธีการผสมมาในอาหารเพราะว่า การให้ยาโดยวิธีการผสมมาในอาหารนั้น มันจะต้องมีการผสมในปริมาณที่มากๆ และบางทีจะต้องมีการแยกถังไซโล สำหรับเก้บอาหารต่างหากอีก
· มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสารเป็นอันตรายชนิดอื่นๆ ซึ่งในกรณีที่กล่าวถึงนี้ก็คือ การปนเปื้อนที่โรงงานผสมอาหารเอง หรือการปนเปื้อนสารชนิดต่างๆที่ฟาร์ม เลี้ยงไก่
· ขนาดของยาที่ให้ หรือปริมาณของ Dose ของยาที่ใช้สามารถที่จะปรับได้ตามน้ำหนักตัวของไก่ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้อาหารที่เราผสมยามานั้นหมดก่อน
· ในกรณีของการให้วัคซีนกับไก่ สามารถที่จะทำการให้วัคซันกับไก่ในฝูงที่มีจำนวนไก่มากได้เลย ซึ่งทั้งนี้มันจะทำให้ประหยัดเวลา และแรงงานในการปฏิบัติงานด้วย แต่ว่าการให้วัคซีนโดยการละลายน้ำนั้น มันจะต้องคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพน้ำอย่างอื่นด้วย เช่น น้ำจะต้องไม่มีสารคลอรีนผสมอยู่ เพราะสารคลอรีนนี้มันจะไปฆ่าวัคซีนที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นตายหมด ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำวัคซีนไม่ได้ผลตามมา
ข้อดีของการให้ยาโดยการละลายน้ำ
ในการให้ยาโดยการละลายน้ำ ที่มีการใช้ปั๊ม หรือ dosing pump นั้น จะมีข้อดีหลายๆ อย่าง ดังนี้
· สามารถที่จะควบคุม จำนวนของการให้ยา ขนาดของการให้ยา ได้อย่างแน่นอน
· ทำให้ไม่ต้องใช้ถังพักน้ำสำหรับใส่ผสมยาแยะต่างหาก ซึ่งในที่นี้ มันจะมีข้อดีหลายๆอย่าง เช่น เจ้าของฟาร์มไม่ต้องผวงเรื่องที่จะต้องมาเติมยา ไม่ต้องกลัวเรื่องของน้ำขาด ไม่ต้องกลัวเรื่องของยาที่จะตกตะกอน ไม่ต้องมาคอยกวนยาบ่อยๆ ไม่ต้องกลัวเรื่องของขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง และไม่ต้องกลัวเรื่องของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียภายในถังละลายยา และนอกจากนี้ ไม่ต้องกลัวสัตว์พาหะต่างๆที่จะเข้าไปในถังละลายยาด้วย เพราะถังสต็อกยาที่เราใช้มันจีขนาดเล็กและมีฝาปิดตลอดเวลาด้วย
· ถังสต็อกที่มีขนาดเล็กนี้ สามารถที่จะทำความสะอาดได้ง่าย ไม่เหมือนกับถังละลายยาที่มีขนาดใหญ่ การล้างทำความสะอาดก็จะยาก ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการปฏิบัติงาน
· ถ้ากรณเกิดปัญหาในเรื่องของการหยุดการทำงานของปั๊ม การใช้ถังสต๊อกจะไม่เป็นปัญหากับระบบการให้น้ำไก่กิน เพราะว่าระบบของรายน้ำก็ยังสามารถที่จะให้น้ำไก่กินได้เป็นปกติ แต่ว่าถ้าให้ยาโดยการละลายน้ำแบบเป็นถังใหญ่แล้วละก็ ถ้าป็มในระบบรายน้ำไม่ทำงาน น้ำในระบบรายน้ำก็จะไม่ใหล และยาที่จะปล่อยเข้าไปสู่ระบบรายน้ำก็จะไม่ไหลตามไปด้วย ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลกระทบกับการให้ยาในไก่ ตามมา
· การละลายยาในถังใหญ่นั้น จะพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น ความสม่ำเสมอของยาที่จะเข้าไปภายในระบบรายน้ำนั้นจะต่ำ และถ้ายาที่ให้นั้นตกตะกอนด้วยแล้ว มันยิ่งจะมีผลทำให้คุณภาพของยาที่เข้าไปภายในระบบรายน้ำนั้น ไม่มีประสิทธิภาพ ตามไปด้วย และสุดท้ายก็จะมีผลกระทบกับไก่ตามมา
· การควบคุมความเข้มข้นของการให้ยา และระยะเวลาการให้ยา การใช้ถงสต็อกหรือการใช้ฟั๊ม จะก่อให้เกิดผลที่ดี และมีความแน่นอนของ ปริมาณการให้ยาที่มากกว่า
· การให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น ถ้ายาที่จะให้เป้นรูปแบบที่เป็นผง มันก็ย่อมจะมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นการให้ยาโดยการใช้ถังสต๊อก จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า แน่นอน
· ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น การวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด การให้ยาผิดชนิด หรือการให้ขนดของยาที่ผิดพลาด แล้วละก็ วิธีการใช้ถังสต๊อกกับป็มนี้ จะเป็นวิธีที่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด เพียงแค่นำถังสต๊อกยาเก่าออกแล้ว นำน้ำเปล่าฉีดเข้าไปแทน เพื่อทำการล้างยาให้ออกจากระบบรายน้ำให้หมด เท่านี้ก็สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาดังที่กล่าวมาได้แล้ว แต่จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถึงแม้วิธีการให้ยาโดยการละลายน้ำจะมีข้อดีที่มากเพียงใดก็ตาม แต่ผู้ที่ทำการให้ยาก็จะต้องพึงระลึกถึงข้อห้ามต่างๆ ของยาแต่ละชนิดให้ดีด้วย ว่า มันมีข้อห้ามอย่างอื่นอะไรที่จะต้องมีการพิจารณาร่วมด้วย
ประสิทธิภาพของยา
ข้อควรปฏิบัติสำหรับประสิทธิภาพของยาที่ให้โดยการละลายน้ำ ได้แก่
· เจ้าของฟาร์มจะต้องแน่ใจว่า ไก่ที่ได้รับยาโดยการละลายน้ำนั้น ได้มีการกินน้ำที่ผสมยานั้นจริง เพราะว่ายาบางชนิดมันขม จะมีผลทำให้ไปมันไม่กินน้ำ ซึ่งเมื่อไก่มันไม่กินน้ำ ก็จะทำให้ไก่ไม่ได้รับยา ตามมา
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือ ปริมาณของน้ำที่ไก่กิน ซึ่งเราจะรู้ได้ก็จะต้องมีตัวเลขเป็นตัวบอกว่าไก่ใช้น้ำไปเท่าใหร่ ซึ่งในที่นี้ก็คือ โรงเรือนเลี้ยงไก่ จะต้องม มิเตอร์ สำหรับที่จะบันทึกปริมาณของน้ำที่ไก่กินเข้าไปด้วย ซึ่งสิ่งที่ว่านี้จะสำคัญมากต่อระบบการให้ยาโดยการละลายน้ำ เพราะว่า เราจะได้รู้ว่าน้ำที่เราผสมยาไปนั้น ไก่ภายในโรงเรือนมันกินได้หมด และกินได้หมด ภายในระบะเวลาท่เราต้องการด้วย เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของการออกฤทธิของยาที่ให้นั้นได้อย่างเต็มที่
· ในกรใช้ยาที่เป็นผงละลายน้ำนั้น จะต้องมีการพิจารณาคุณภาพของน้ำให้ดี ว่ายาที่ละลายนั้นมันสามารถที่จะละลายได้ 100% หรือไม่ เช่น ยาทั่วไปมักละลายได้ดีในน้ำที่มีลักษณะที่เป็นกรด ยาที่มีคุณสมบัติที่เป้นด่างมักละลายได้ดีในน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรด และน้ำที่เป้นน้ำกระด้าง หรือน้ำที่มีสารแขวนลอยมากๆ จะมีผลทำให้การออกฤทธิของยานั้นไม่ดี ซึ่งสารแขวนลอยนั้นมันจะไปจะกับอนุภาคของยาที่ทำการละลายในน้ำนั้น
· ในการให้ยาที่มีปริมาณความเข้มข้นที่สูงๆ ยาที่ละลายน้ำนั้นมันมักจะไม่ละลาย ทำให้ยาบางส่วนเกิดการตกตะกอนได้ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้ไก่ไม่ได้รับยาในปริมาณที่เติมที่ หรือเติมdose ดังนั้นการให้ยาละลายน้ำที่ดีจะต้องให้ตัวยามีความเข้มข้นไม่เกิน 5% ของน้ำที่จะทำการละลาย แต่ปัญหานี้สามารถที่จะทำการแก้ไขได้โดยการใช้ป็มกับถังสต๊อกยา เพราะจากที่กล่าวมาคือ มันจะสามารถที่จะปรับขนาดของการให้ยาที่เหมาะสมได้ และเราไม่จำเป็นที่จะต้องผสมยาในครั้งละมากๆ และนอกจากนี้ การล้างทำความสะอาด และการเปลี่ยนถังใหม่ก็สามารถที่จะทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็วอีกด้วย
· จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าทางฟาร์มไก่ไม่มีความดือดร้อนมากนักกับเรื่องของต้นทุนอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งสำหรับการให้ยากับไก่ สิ่งที่เหมาะสมมากที่สุดก็คือ การใช้ป็มขนาดเล็กกับถังสต๊อกยา เพื่อควบคุมการให้ยาภายในฟาร์มไก่ จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้ยานั้นดีขึ้น
· เทคนิคของการให้ยาโดยการละลายในน้ำนั้น อย่างหนึ่งที่จะต้องไม่ลืมเลยก็คือ หลายจากที่มีการให้ยาโดยการละลายน้ำแล้ว จะต้องมีการให้ ไก่ได้กินน้ำเปล่าด้วย ซึ่งน้ำเปล่านี้จะต้องป็มเข้าไปในรายระบบน้ำนานเป็นเวลา หลายๆชั่วโมงติดต่อกัน เพื่อให้ไก่ได้รับน้ำเปล่าบ้าง ไม่ให้ไก่เคลียส และที่สำคัญ เพื่อทำความสะอาดระบบท่อรายน้ำไก่กินให้สะอาดด้วย เพราะระบบท่อรายน้ำที่ทำการให้ยานั้น มันจะมีการตกตะกอนของยา และมีการปนเปื้อของยาด้วย ดังนั้นในการป็มน้ำเปล่าเข้าไปภายในระบบท่อรายน้ำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีควมสำคัญมาก มันจะช่วยในการล้างท่อ และป้องกันไปโอฟีม ที่จะเกิดภายในระบบท่อรายน้ำ ดังท่กล่าวมา
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีการพิจารณาประกอบร่วมกันกันก็คือ ปริมาณน้ำที่จะต้องใช้ ปริมาณยาที่จะต้องใช้ น้ำหนักของไก่ที่จะให้ยา และระยะเวลาที่จะให้ยา ดังนั้น ผู้ที่จะคำนวนค่าต่างๆเหล่านี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาก ซึ่งถ้ามีการความนวนที่ผิดพลาดแล้ว ก็จะทำให้การให้ยานั้นไม่ได้ผล หรือไม่มีประสิทธิภาพที่ดี ตามมา
· สุดท้ายนี้ ระบบการจัดการการให้น้ำแบบระบบท่อนั้น ฟาร์มไก่ที่มีการใช้นี้ จะต้องมีการควบคุมดูแล รักษา และปรับปรงซ่อมแซมให้ดี โดยในช่วงของการเตรียมโรงเรือนเลี้ยงไก่ ทางฟาร์มไก่จะต้องมีโปรแกรมในการล้างทำความสะอาด ให้ดี โดยเฉพาะตะกอนต่างๆ ไปโอฟีมที่อยู่ภายในท่อระบบการให้น้ำ จะต้องทำการล้างออกให้หมด และตรวจสอบซ่อมแซมท่อส่วนที่พัง เป็นรู ให้เรียบร้อย และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า หัวนิปเปิลแต่ละหัวนั้น อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรูรั่ว ในการล้างทำความสะอาดนั้น อาจจะมีการใช้กรดต่างๆ ล้างทำความสะอาด หรือใช้สารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ แช่หมัก แล้วใช้ป็มแรงดันสูงล้าง ออกก็ได้
เอกสารอ้างอิง
· Xavier C.. 2008. The Importance Of Drinking Water , feed and livestock , V5( 2 ) : 31-34 p.
( The Importance Of Drinking Water )
ประจำเดือน กรฏาคม 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
นอกเหนือจากเรื่องของพันธุ์สัตว์ที่มักถูกละเลยแล้ว น้ำดื่มก็มักเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มกจะถูละเลยเช่นกัน ในเมื่อเป้าหมายหลักสูงสุดของของการสัตว์ก็คือการการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ซึ่งเกษตรกรทั่วไปมักให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหารสัตว์มากกว่า ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารสัตว์ในตอนนี้มันจะมีราคาที่มีแนวโน้มที่จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รูปแบบของการวางระบบน้ำ คุณภาพของน้ำ และเทคนิดของการให้ยาเพื่อรักษาโรคโดยการผสมน้ำกินนั้นกลับไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร
ควรระลึกเอาไว้เสมอว่า ปริมาณของน้ำที่ไก่กินนั้นมากกว่าอาหารประมาณ 2-3 เท่าในแต่ละวัน ดังนั้นการขาดน้ำไก่กินจึงส่งผลเสียมากต่อขบวนการผลิตไก่ และนอกจากนี้ ถ้าคุณภาพของน้ำไม่ดีแล้ว การให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น มันก็จะไม่มีประสิทธิภาพตามมาด้วย
การจัดการระบบการให้น้ำภายในฟาร์ม
การจัดการระบบการให้น้ำภายในฟาร์ม จะต้องมีการจัดการด้วยความระมัดระวัง โดยจะต้องมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. ระบบน้ำจะต้องสามารถป้องกันการปนเปื้อนจะแหล่งน้ำสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน และนอกจากนี้ ขนาดของปั้มน้ำ แท็งน้ำและท่อน้ำ ควรที่จะมีขนาดที่ใหญ่พอ เพื่อลดการสูญเสียแรงดันภายในระบบน้ำ
2. ระบบการกรองน้ำ ซึ่งถ้าจะให้ดีควรที่จะมีการขนาดของการกรองที่ระดับ 60 ไมครอน ซึ่งมันจะช่วยในการกรองตะกอนต่างๆที่ปนมากับน้ำได้ดี และนอกจากนี้มันจะช่วยลดการอุดตันภายในท่อของระบบการให้น้ำได้เป็นอย่างดี และนอกจานี้ ระบบการกรองที่ดีมันจะสามารถ ช่วยลดปัญหาการเกิดไบโอฟีมล์ ภายในท่อระบบน้ำได้ด้วย
3. มิเตอร์วัดปริมาณน้ำไก่กินและปริมาณของน้ำที่ใช้ไปทั้งหมด จะต้องมีการติดตั้งเอาไว้ทุกฟาร์ม หรือทุกโรงเรือนของการเลี้ยงไก่ ซึ่งถ้าการกินน้ำของไก่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติแล้ว มันก็สามารถที่จะบอกได้เป็นนัยๆว่า น่าจะเกิดปญหาขึ้นกับตัวไก่แล้ว ซึ่งทั้งนี้อาจจะบอกได้คร่าวๆว่า ไก่อาจจะป่วย หรือเกิดความเครียดขึ้นแล้ว ซึ่งการจัดการตรวจวัดปริมาณของน้ำไก่กินที่ถูกต้องนั้น จะช่วยทำให้การให้ยาโดยการละลายน้ำได้ผลดี หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. การให้ยาละลานน้ำแบบเทในแท็งใหญ่นั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะเลิกใช้ เพราะว่ามันจะทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ภายในแท็งที่มากขึ้น และนอกจากนี้มันยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้สัตว์พาหะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนู แมลงสาป จิ้งจก ตกลงไปในแท็งได้ และนอกจากนี้ การให้ยาโดยการละลายน้ำในแท็งนี้ มันยังอาจจะทำให้ยาตกตะกอนภายในถังได้ ซึ่งเมื่อให้วัคซีนโดยการละลายน้ำภายในถังเดิมนี้ มันก็อาจจะมีผลการประสิทธิภาพของการให้วัคซีนกับไก่ด้วยก็ได้ แนวทางปฏิบัติโดยส่วนมาก ทั่วโลกมักจะใช้ปลั้มแรงดันสูงต่อเข้ากับระบการให้น้ำภายในฟาร์ม เพื่อที่จะทำให้แรงดันของน้ำกระจายไปได้อย่างทั่วถึงในทุกๆจุดของระบบท่อภายในฟาร์ม ซึ่งข้อดีก็คือ มันจะสามารถทำให้ไก่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอและทั่วถึงกันทุกจุดของระบบรายน้ำ
5. หัว Nipple จะต้องมีจำนวนที่เพียงพอ ต่อจำนวนของไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในโรงเรือนนั้นๆ
คุณภาพของน้ำไก่กิน
คุณภาพของน้ำเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญมาก เพราะว่าโดยมาตรฐานของน้ำทั่วไปแล้ว ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในแต่ละสายพันธ์ของสัตว์ที่นำมาเลี้ยง โดยทั่วไปจะใช้มาตรฐานของน้ำกินของมนุษย์แทน แม้ว่าส่วนประกอบบางตัวจะมีค่าตัวบ่งชี้ที่แตกต่างจากน้ำที่คนกินก็ตาม
ในเชิงอุดมคติแล้ว จะมีการแนะนำให้มีการตรวจน้ำปีละ 2 ครั้ง ซึ่งทั้งนี้ก็อาจจะมีการตรวจวิเคราะห์ ในช่วงฤดูแล้งกับฤดูฝน หรืออาจะเป็นช่วงฤดูร้อนกับฤดูฝน ก็ได้ ซึ่งการตรวจก็จะเป็นการตรวจทางกายภาพ ซึ่งการวิเคราะห์ก็จะมี เช่น ความเป็นกรดเป็นด่าง ความกระด้างของน้ำ ปริมาณของสารอินทรีย์ในน้ำ สนิมเหล็ก ไนเตรด ไนไตรด์ แอมโมเนียม คลอไรด์ เป็นต้น และนอกจากนี้การตรวจวิเคราะห์เชิงชีวภาพก็จะมี เช่น การตรวจลักษณะของเชื้อแบคทีเรียต่างๆ E.coli ,Clostridium , Coliforms Streptococci , Pseudomonas , Staphylococci เป็นต้น
การตรวจวิเคราะห์น้ำ ควรทำการสุ่มตัวอย่างน้ำที่จะนำมาทำการวิเคราะห์ จากหลายๆที่ เช่น ก้นบ่อ แอ่งน้ำ ผิวน้ำ แหล่งน้ำหลักที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ เป็นต้น และที่สำคัญจุดปลายน้ำที่ไก่กิน หรือที่สัตว์สำผัสอยู่ก็มักจะเป็น จุดๆหนึงที่จะต้องนำมาตรวจสอบเพราะ มันมักจะเป็นจุดศูนย์รวมของการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ด้วย
เมื่อการการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆภายในท่อน้ำแล้ว เชื้อจุลินทรีย์เล่านั้นก็จะมีการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนขึ้นมาก แล้วหลังจากนั้นมันก็จะทำให้เกิดไบโอฟีมขึ้นภายในระบบน้ำของท่อรายน้ำไก่กิน ตามมา ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มไก่จะต้องทำเป้นประจำก็คือ การทำความสะอาดระบบรายน้ำและที่น้ำ ให้เป็นประจำด้วย และนอกจากนี้ จะต้องมีการวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการของน้ำที่ส่งตรวจวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เมื่อพบว่าคุณภาพของน้ำไม่ดีแล้ว ก็จะต้องทำการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นกับไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์ม ต่อไป
ในการแกไขปัญหาของคุณภาพน้ำไก่กินนั้น จะต้องต้องดูที่ปัญหาว่า ปัญหาหลักๆ ที่พบนั้นคืออะไร เช่น ถ้าพบว่าน้ำนั้นมีการปนเปื้อนแบคทีเรีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่มากเกินไปแล้ว ก็จะต้องเพิ่มสารคลอรีนลงไปในน้ำ เพื่อที่จะช่วยในการฆ่าเชื้อในน้ำนั้นให้หมดไป หรือถ้าพบว่าน้ำนั้นมีความขุ่นเป็นจำนวนมาก ก็จะต้องทำการตกตะกอนของน้ำ ก่อนที่จะนำมาฆ่าเชื้อ เพื่อทำให้ผลของการฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่เราไม่ควรที่จะมองข้ามเลยก็คือ ปัญหาของน้ำไก่กินที่มีตะกอนของสารอนินทรีย์มากๆ เช่น น้ำมีการปนเปื้อนของสาร แมกนีเชียม สารคอบเปอร์ซัลเฟต หรือแม้กระทั้ง แร่เหล็ก ซึ่งตะกอนเหล่านี้มันจะไปมีผลทำให้ท่อระบบรายน้ำเกิดการผุกร่อนขึ้นมาได้ และสุดท้ายก็จะทำให้ ระบบรายน้ำที่มีการจัดการอยู่ภายในฟาร์มไก่นั้นเกิดการเสียหายตามมาได้
การปรับปรุงคุณภาพน้ำไก่กิน
กระบวนการในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำไก่กินนั้น สามารถที่จะทำได้หลายๆวิธี ซึ่งขึ้นกับคุณลักษณะของน้ำที่ นำมาใช้ เช่น
· การฆ่าเชื้อในน้ำโดยใช้สารคลอรีน โดยมากแล้วมักจะมีการผสม หรือเติมสารคลอรีนลงไปในน้ำก่อนที่น้ำจะมีการใหลเข้าไปในแท็ง หรือท่อ เพื่อให้สารคลอรีนมีเวลาทำปฏิกิริยา ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต่างๆก่อน ไม่น้อยกว่า 20 – 30 นาที โดยเชื้อโรคที่จำเป็นจะต้องฆ่าได้แก่ เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค เชื้อไวรัส ที่ก่อโรค เชื้อราที่ก่อโรค ในไก่ต่างๆ เป็นต้น
· การฆ่าเชื้อในน้ำด้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือ คลอรีนไดออกไซด์ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ มีหลายๆพื้นที่นิยมทำกัน แต่การฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีนี้ มันมักจะมีข้อกำกัดเหมือนกัน คือ มันจะออกฤทธิได้ดีในระบบน้ำที่เป้นระบบปิด เท่านั้น และถ้าน้ำมีตะกอนที่มากๆ มันจะออกฤทธิได้ไม่ดีเลย
· การกรองน้ำ จะเป็นวิธีหนึงที่ทำให้คุณภาพของน้ำดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำที่มีลักษณะที่ขุ่น ดังนั้นถ้าน้ำไก่กินขุ่น การกรองน้ำไก่กินก็เป็นอีกวิธีหนึง ที่ทำให้คุณภาพของน้ำในเชิงกาพดีขึ้น ได้
· การทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นกรด ก็เป็นอีกวิธีหนึงที่สามารถลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อจุลินทรีย์ ภายในน้ำไก่กินได้ ซึ่งสารที่จะนำมาทำให้น้ำเป็นกรด หรือลด ph ของน้ำนั้นจะมีอยู่หลายๆ ชนิด ซึ่งทั้งนี้ ควรที่จะให้เจ้าของฟาร์มทำการพิจารณาเลือกชนิดของผลิตภัณพ์ เพื่อความเหมาะสมในแต่ละที่
· การจำกัดธาตุเหล็กในน้ำ ซึ่งน้ำไก่กินที่มีปริมาณของธาตุเหล็กมากๆนั้น มันจะส่งผลต่อคุณภาพของน้ำมาก เช่น มันจะไปขัดขวางประสิทธิภาพของการทำวัคซีนละลายน้ำ ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในตวของไก่ขึ้นไม่ดี มันจะไปขัดขวางประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อของสารคลอรีนที่ไส่ลงไปในน้ำ เพราะธาตุเหล็กมันจะไปจับกับสารคลอรีนที่ไส่ลงไปในน้ำ มันจะไปส่งเสริมทำให้มีการอุดตันของระบบรายน้ำ และอุปกรณ์ที่ต่อผ่านระบบรายน้ำ และมันยังไปส่งเสริมทำให้มีการเพิ่มของจำนวนของจุลินทรีย์ภายในระบบรายน้ำ ได้มากอีกด้วย
· สารในเตรทที่ผสมอยู่ในน้ำไก่กิน ก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะส่งผลทำให้สุขภาพของไก่ไม่ดีตามมา ซึ่งน้ำที่มีปริมาณของสารไนเตรทจำนวนมาก เราจำเป็นที่จะต้องทำการกำจัดออกไป ให้เร็ว และก็ให้มากที่สุดด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับสุขภาพของไก่ที่เลี้ยงภายในฟาร์มตามมา
· ในกรณีที่น้ำไก่กินเป็น้ำกระด้าง ทางฟาร์มไก่ก็จำเป็นที่จะต้องทำการบำบัดก่อนที่จะส่งเข้าไปภายในรายน้ำ โดยการทำให้ความกระด้างของน้ำนั้นลดลงก่อน ซึ่งวิธีการลดความกระด้วงของน้ำนั้นก็มีอยู่หลายวิธี ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของฟาร์ม และในแต่ละพื้นที่นั้นๆ เพราะว่าน้ำกระด้างนั้น มันจะเนี่ยวนำทำให้เกิดปัญหาไปโอฟีมขึ้นภายในระบบท่อรายน้ำได้ ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มันจะไปมีผลทำให้การให้ยา ให้วัคซีน โดยระลายน้ำไม่ได้ผล เกิดการอุดทันของท่อระบบรายน้ำ และสุดท้ายทำให้ปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในระบบท่อ เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันจะไปมีผลกระทบกับสุขภาพของไก่ที่เลี้ยงภายในฟาร์มตามมา
สำหรับเรื่องของ การจัดการน้ำที่สะอาดเพื่อที่จะใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ได้มีการจัดการ หรือมีการทำมานาน
แล้วกว่า 30 ปี โดยปัจจุบันนี้ เทคนิคนี้ได้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้ว่าทั่งร้านค้า และตลาดต่างก็มีอุปกรณ์ชนิดนี้ออกมาขายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่สามารถที่จะไปซื้อมาใช้ได้อย่างสะดวก ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ มันจะมุงเน้นไปทำให้คุณภาพของน้ำที่เรานำมาใช้ ดื่ม กิน หรือใช้อื่นๆ มีคุณภาพที่ดีขึ้น
การห้ามใช้ยาปฎิชีวนะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ใช้ในการผสมอาหาร หรือที่ใช้โดยการฉีดนั้นจะมีการห้ามใช้ในการเลี้ยงไก่เนื้อเลย ทำให้แนวทางการใช้ยาโดยการละลายในน้ำไก่กินนั้น จึงเป้นแนวทางที่มีความสนใจมากขึ้น และตอนนี้คงเชื้อได้ว่า ทุกบริษัทที่มีการผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออกนั้นคงจะมีใช้ยาโดยการละลายน้ำเพียงอย่างเดียว เท่านั้น
การใช้สารชนิดต่างๆ เพื่อที่จะใช้ในการละลายโดยน้ำนั้น มีอยู่หลายๆอย่างที่สามารถที่จะทำได้ เช่น การละลายยาฆ่าโดยกับน้ำแล้วทำการฉีดพ่น การละลายยาฆ่าพายธิ การละลายวัคซีน การละลายยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาโรคต่างๆ การให้อาหารเสริมกับไก่ จำพวกวิตามิน การละลายโปไปโอติก หรือแม้กระทั่งการละลายกรดอินทรีย์ ต่างๆ เป็นต้น
การให้ยาโดยการละลาย
ข้อดีของการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น มีอยู่หลายประการ ดังต่อไป นี้
· ในกรณีสัตว์ที่ป่วยมักจะมีแนวโน้ม ในการกินอาหารที่ลดลง และมีแนวโน้มที่มักจะกินอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะชดเชยปริมาณของน้ำที่จะสูญเสียไป และทำการรักษาอุณหภูมิ ของร่างกายให้คงที่ ดังนั้น การให้ยาโดยการละลายน้ำจึงเป็นที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น เราสามารถที่จะปรับระยะเวลาของการให้ยา ให้มีความเหมาะสมได้ เช่น อาจจะให้ 2-4 ชม. เพื่อทำให้ไก่ สามารถที่จะได้รับยาได้ทุกตัว เพื่อให้ผลของการให้ยานั้นมีประสิทธิภาพที่สูง สุด
· วิธีการให้ยาสามารถที่จะทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์น้อย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการให้ยาโดยวิธีอื่นแล้วสามรถที่จะปฏิบัติได้เร็วกว่า สะดวกสะบายกว่า
· ในกรณีที่มีการให้ยาผิดพลาดพลาด เราสามารถที่จะแกไขได้โดยทันที ซึ่งจะไม่เหมือนกับการให้ยาโดยวิธีการผสมมาในอาหารเพราะว่า การให้ยาโดยวิธีการผสมมาในอาหารนั้น มันจะต้องมีการผสมในปริมาณที่มากๆ และบางทีจะต้องมีการแยกถังไซโล สำหรับเก้บอาหารต่างหากอีก
· มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสารเป็นอันตรายชนิดอื่นๆ ซึ่งในกรณีที่กล่าวถึงนี้ก็คือ การปนเปื้อนที่โรงงานผสมอาหารเอง หรือการปนเปื้อนสารชนิดต่างๆที่ฟาร์ม เลี้ยงไก่
· ขนาดของยาที่ให้ หรือปริมาณของ Dose ของยาที่ใช้สามารถที่จะปรับได้ตามน้ำหนักตัวของไก่ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้อาหารที่เราผสมยามานั้นหมดก่อน
· ในกรณีของการให้วัคซีนกับไก่ สามารถที่จะทำการให้วัคซันกับไก่ในฝูงที่มีจำนวนไก่มากได้เลย ซึ่งทั้งนี้มันจะทำให้ประหยัดเวลา และแรงงานในการปฏิบัติงานด้วย แต่ว่าการให้วัคซีนโดยการละลายน้ำนั้น มันจะต้องคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพน้ำอย่างอื่นด้วย เช่น น้ำจะต้องไม่มีสารคลอรีนผสมอยู่ เพราะสารคลอรีนนี้มันจะไปฆ่าวัคซีนที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นตายหมด ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำวัคซีนไม่ได้ผลตามมา
ข้อดีของการให้ยาโดยการละลายน้ำ
ในการให้ยาโดยการละลายน้ำ ที่มีการใช้ปั๊ม หรือ dosing pump นั้น จะมีข้อดีหลายๆ อย่าง ดังนี้
· สามารถที่จะควบคุม จำนวนของการให้ยา ขนาดของการให้ยา ได้อย่างแน่นอน
· ทำให้ไม่ต้องใช้ถังพักน้ำสำหรับใส่ผสมยาแยะต่างหาก ซึ่งในที่นี้ มันจะมีข้อดีหลายๆอย่าง เช่น เจ้าของฟาร์มไม่ต้องผวงเรื่องที่จะต้องมาเติมยา ไม่ต้องกลัวเรื่องของน้ำขาด ไม่ต้องกลัวเรื่องของยาที่จะตกตะกอน ไม่ต้องมาคอยกวนยาบ่อยๆ ไม่ต้องกลัวเรื่องของขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง และไม่ต้องกลัวเรื่องของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียภายในถังละลายยา และนอกจากนี้ ไม่ต้องกลัวสัตว์พาหะต่างๆที่จะเข้าไปในถังละลายยาด้วย เพราะถังสต็อกยาที่เราใช้มันจีขนาดเล็กและมีฝาปิดตลอดเวลาด้วย
· ถังสต็อกที่มีขนาดเล็กนี้ สามารถที่จะทำความสะอาดได้ง่าย ไม่เหมือนกับถังละลายยาที่มีขนาดใหญ่ การล้างทำความสะอาดก็จะยาก ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการปฏิบัติงาน
· ถ้ากรณเกิดปัญหาในเรื่องของการหยุดการทำงานของปั๊ม การใช้ถังสต๊อกจะไม่เป็นปัญหากับระบบการให้น้ำไก่กิน เพราะว่าระบบของรายน้ำก็ยังสามารถที่จะให้น้ำไก่กินได้เป็นปกติ แต่ว่าถ้าให้ยาโดยการละลายน้ำแบบเป็นถังใหญ่แล้วละก็ ถ้าป็มในระบบรายน้ำไม่ทำงาน น้ำในระบบรายน้ำก็จะไม่ใหล และยาที่จะปล่อยเข้าไปสู่ระบบรายน้ำก็จะไม่ไหลตามไปด้วย ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลกระทบกับการให้ยาในไก่ ตามมา
· การละลายยาในถังใหญ่นั้น จะพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น ความสม่ำเสมอของยาที่จะเข้าไปภายในระบบรายน้ำนั้นจะต่ำ และถ้ายาที่ให้นั้นตกตะกอนด้วยแล้ว มันยิ่งจะมีผลทำให้คุณภาพของยาที่เข้าไปภายในระบบรายน้ำนั้น ไม่มีประสิทธิภาพ ตามไปด้วย และสุดท้ายก็จะมีผลกระทบกับไก่ตามมา
· การควบคุมความเข้มข้นของการให้ยา และระยะเวลาการให้ยา การใช้ถงสต็อกหรือการใช้ฟั๊ม จะก่อให้เกิดผลที่ดี และมีความแน่นอนของ ปริมาณการให้ยาที่มากกว่า
· การให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น ถ้ายาที่จะให้เป้นรูปแบบที่เป็นผง มันก็ย่อมจะมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นการให้ยาโดยการใช้ถังสต๊อก จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า แน่นอน
· ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น การวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด การให้ยาผิดชนิด หรือการให้ขนดของยาที่ผิดพลาด แล้วละก็ วิธีการใช้ถังสต๊อกกับป็มนี้ จะเป็นวิธีที่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด เพียงแค่นำถังสต๊อกยาเก่าออกแล้ว นำน้ำเปล่าฉีดเข้าไปแทน เพื่อทำการล้างยาให้ออกจากระบบรายน้ำให้หมด เท่านี้ก็สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาดังที่กล่าวมาได้แล้ว แต่จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถึงแม้วิธีการให้ยาโดยการละลายน้ำจะมีข้อดีที่มากเพียงใดก็ตาม แต่ผู้ที่ทำการให้ยาก็จะต้องพึงระลึกถึงข้อห้ามต่างๆ ของยาแต่ละชนิดให้ดีด้วย ว่า มันมีข้อห้ามอย่างอื่นอะไรที่จะต้องมีการพิจารณาร่วมด้วย
ประสิทธิภาพของยา
ข้อควรปฏิบัติสำหรับประสิทธิภาพของยาที่ให้โดยการละลายน้ำ ได้แก่
· เจ้าของฟาร์มจะต้องแน่ใจว่า ไก่ที่ได้รับยาโดยการละลายน้ำนั้น ได้มีการกินน้ำที่ผสมยานั้นจริง เพราะว่ายาบางชนิดมันขม จะมีผลทำให้ไปมันไม่กินน้ำ ซึ่งเมื่อไก่มันไม่กินน้ำ ก็จะทำให้ไก่ไม่ได้รับยา ตามมา
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือ ปริมาณของน้ำที่ไก่กิน ซึ่งเราจะรู้ได้ก็จะต้องมีตัวเลขเป็นตัวบอกว่าไก่ใช้น้ำไปเท่าใหร่ ซึ่งในที่นี้ก็คือ โรงเรือนเลี้ยงไก่ จะต้องม มิเตอร์ สำหรับที่จะบันทึกปริมาณของน้ำที่ไก่กินเข้าไปด้วย ซึ่งสิ่งที่ว่านี้จะสำคัญมากต่อระบบการให้ยาโดยการละลายน้ำ เพราะว่า เราจะได้รู้ว่าน้ำที่เราผสมยาไปนั้น ไก่ภายในโรงเรือนมันกินได้หมด และกินได้หมด ภายในระบะเวลาท่เราต้องการด้วย เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของการออกฤทธิของยาที่ให้นั้นได้อย่างเต็มที่
· ในกรใช้ยาที่เป็นผงละลายน้ำนั้น จะต้องมีการพิจารณาคุณภาพของน้ำให้ดี ว่ายาที่ละลายนั้นมันสามารถที่จะละลายได้ 100% หรือไม่ เช่น ยาทั่วไปมักละลายได้ดีในน้ำที่มีลักษณะที่เป็นกรด ยาที่มีคุณสมบัติที่เป้นด่างมักละลายได้ดีในน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรด และน้ำที่เป้นน้ำกระด้าง หรือน้ำที่มีสารแขวนลอยมากๆ จะมีผลทำให้การออกฤทธิของยานั้นไม่ดี ซึ่งสารแขวนลอยนั้นมันจะไปจะกับอนุภาคของยาที่ทำการละลายในน้ำนั้น
· ในการให้ยาที่มีปริมาณความเข้มข้นที่สูงๆ ยาที่ละลายน้ำนั้นมันมักจะไม่ละลาย ทำให้ยาบางส่วนเกิดการตกตะกอนได้ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้ไก่ไม่ได้รับยาในปริมาณที่เติมที่ หรือเติมdose ดังนั้นการให้ยาละลายน้ำที่ดีจะต้องให้ตัวยามีความเข้มข้นไม่เกิน 5% ของน้ำที่จะทำการละลาย แต่ปัญหานี้สามารถที่จะทำการแก้ไขได้โดยการใช้ป็มกับถังสต๊อกยา เพราะจากที่กล่าวมาคือ มันจะสามารถที่จะปรับขนาดของการให้ยาที่เหมาะสมได้ และเราไม่จำเป็นที่จะต้องผสมยาในครั้งละมากๆ และนอกจากนี้ การล้างทำความสะอาด และการเปลี่ยนถังใหม่ก็สามารถที่จะทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็วอีกด้วย
· จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าทางฟาร์มไก่ไม่มีความดือดร้อนมากนักกับเรื่องของต้นทุนอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งสำหรับการให้ยากับไก่ สิ่งที่เหมาะสมมากที่สุดก็คือ การใช้ป็มขนาดเล็กกับถังสต๊อกยา เพื่อควบคุมการให้ยาภายในฟาร์มไก่ จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้ยานั้นดีขึ้น
· เทคนิคของการให้ยาโดยการละลายในน้ำนั้น อย่างหนึ่งที่จะต้องไม่ลืมเลยก็คือ หลายจากที่มีการให้ยาโดยการละลายน้ำแล้ว จะต้องมีการให้ ไก่ได้กินน้ำเปล่าด้วย ซึ่งน้ำเปล่านี้จะต้องป็มเข้าไปในรายระบบน้ำนานเป็นเวลา หลายๆชั่วโมงติดต่อกัน เพื่อให้ไก่ได้รับน้ำเปล่าบ้าง ไม่ให้ไก่เคลียส และที่สำคัญ เพื่อทำความสะอาดระบบท่อรายน้ำไก่กินให้สะอาดด้วย เพราะระบบท่อรายน้ำที่ทำการให้ยานั้น มันจะมีการตกตะกอนของยา และมีการปนเปื้อของยาด้วย ดังนั้นในการป็มน้ำเปล่าเข้าไปภายในระบบท่อรายน้ำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีควมสำคัญมาก มันจะช่วยในการล้างท่อ และป้องกันไปโอฟีม ที่จะเกิดภายในระบบท่อรายน้ำ ดังท่กล่าวมา
· ในการให้ยาโดยการละลายน้ำนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีการพิจารณาประกอบร่วมกันกันก็คือ ปริมาณน้ำที่จะต้องใช้ ปริมาณยาที่จะต้องใช้ น้ำหนักของไก่ที่จะให้ยา และระยะเวลาที่จะให้ยา ดังนั้น ผู้ที่จะคำนวนค่าต่างๆเหล่านี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาก ซึ่งถ้ามีการความนวนที่ผิดพลาดแล้ว ก็จะทำให้การให้ยานั้นไม่ได้ผล หรือไม่มีประสิทธิภาพที่ดี ตามมา
· สุดท้ายนี้ ระบบการจัดการการให้น้ำแบบระบบท่อนั้น ฟาร์มไก่ที่มีการใช้นี้ จะต้องมีการควบคุมดูแล รักษา และปรับปรงซ่อมแซมให้ดี โดยในช่วงของการเตรียมโรงเรือนเลี้ยงไก่ ทางฟาร์มไก่จะต้องมีโปรแกรมในการล้างทำความสะอาด ให้ดี โดยเฉพาะตะกอนต่างๆ ไปโอฟีมที่อยู่ภายในท่อระบบการให้น้ำ จะต้องทำการล้างออกให้หมด และตรวจสอบซ่อมแซมท่อส่วนที่พัง เป็นรู ให้เรียบร้อย และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า หัวนิปเปิลแต่ละหัวนั้น อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรูรั่ว ในการล้างทำความสะอาดนั้น อาจจะมีการใช้กรดต่างๆ ล้างทำความสะอาด หรือใช้สารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ แช่หมัก แล้วใช้ป็มแรงดันสูงล้าง ออกก็ได้
เอกสารอ้างอิง
· Xavier C.. 2008. The Importance Of Drinking Water , feed and livestock , V5( 2 ) : 31-34 p.
การทดลองวัคซีน Vaxxitex ในไก่ประกัน
การทดลองเปรียบเทียบโปรแกรมวัคซีนในไก่ประกัน
( Comparison Evaluation of Vaccination program in broiler farms )
ประจำเดือน เมย-มิย 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ. ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
บทคัดย่อ
ในการทดลองนี้จะเป็นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโปรแกรมวัคซีนที่ใช้ในไก่ประกัน โดยโปรแกรมที่นำมาทดสอบจะมีทั้งหมด 3 โปรแกรม ดังรายละเอียดในวิธีการทดลอง ซึ่งจากผลการทดลองจะพบว่า ผลการเลี้ยงไก่ กลุ่มที่ 3 จะให้ผลการเลี้ยงไก่ที่ดีที่สุด หรือดีกว่ากลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ตามลำดับ ในส่วนของระดับภูมิและคุณภาพซากที่เข้าโรงเชือดนั้น จะพบว่า ทั้ง 3 กลุ่มทดลองจะให้ผลที่ไม่แตกต่างกันเลย จากการทดลองนี้ถ้ามีการนำไปใช้ในกิจการไก่ประกันก็สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ แต่จะต้องมีการจัดการฟาร์มที่ดี มีการจัดการระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคก่อนเข้าฟาร์มให้ดีด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเชื้อโรคที่จะเข้าไปก่อโรคกับไก่ ดังนั้นการจัดการฟาร์มที่ดี การจัดการระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคที่ดี จะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับที่จะป้องกันเชื้อที่จะก่อโรคกับในฟาร์ม
คำสำคัญ : ไก่เนื้อ , ไก่ประกัน , วัคซีน , โปรแกรมวัคซีน
บทนำ
โรคเบอร์ซ่าอักเสบติดต่อ หรือ กัมโบโร เป็นโรคที่มีความสำคัญต่อธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อ และไก่ไข่ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย เป็นเหตุให้ในพื้นที่ยังมีการใช้วัคซีนกันอย่างแพร่หลาย วัคซีนที่ใช้มีทั้งชนิดเชื้อเป็นและเชื้อตาย ขณะเดียวกันเนื่องจากเชื้อโรคกัมโบโร นั้นมีทั้ง strain ที่ทำให้เกิดอาการทางคลินิก (Clinical Sign) ซึ่งเกิดการติดเชื้อได้ตั้งแต่อายุ 3 สัปดาห์ขึ้นไป จนถึงประมาณ 5สัปดาห์ และแบบที่ไม่แสดงอาการ (Sub-Clinical Sign) ซึ่งเกิดขึ้นได้ในช่วง 1-3 สัปดาห์แรกของการเลี้ยง หรือตลอดชั่วอายุการเลี้ยง ซึ่งปัญหาที่พบ มันจะนำมาซึ่งปัญหาการฝ่อของทั้ง ต่อม Thymus และต่อม Bursa ของไก่ และสุดท้ายมันจะส่งผลทำให้ระบบสร้างภูมิคุ้มกันของไก่บกพร่องไปและทำให้ผลิตผลการเสี้ยงไก่เนื้อเสียตามไปด้วยได้กล่าวเอาไว้ว่า โรคกัมโบโร หรือ โรคเบอร์ซ่าอักเสบติดต่อ หรือโรคไอบีดี ( Gumboro disease , Infectious bursal disease IBD ) มีรายงานการเกิดโรคในครั้งแรกที่เมืองกัมโบโร มลรัฐเดลาแวร์ ประเทศอเมริกา เมื่อปี พศ. 2500 ซึ่งรายงานโดย Cosgrove เป็นคนแรก การเกิดโรคสามารถที่จะเกิดได้กับการเลี้ยงไก่ทุกชนิด อายุที่มักจะพบคือ ปะมาณ 3-6 สัปดาห์แรกของการเลี้ยงไก่ เชื้อที่เข้าไปก่อโรคจะมีผลไปทำลายต่อมเบอร์ซ่าเป็นส่วนใหญ่
โรคกัมโบโร เกิดจากการติดเชื้อ ไวรัส ในกลุ่มเบอร์น่าวิริดี (Birnaviridae ) ซึ่งเป็น RNA virus ชนิดสายคู่ โดยแบ่งไวรัสออกเป็น 2 ซีโรไทป์ ซึ่งซีโรไทป์ที่ 1 เท่านั้นที่จะเป็นชนิดที่ก่อโรค โดยมันจะมีความรุนแรงมากและมีความรุนแรงปาน กลาง ก็ได้ ส่วนซีโรไทป์ที่ 2 นั้น โดยมากแล้วจะไม่ก่อโรค
วัคซีนเชื้อเป็นที่มีใช้ทั่วไปในปัจจุบันจะแบ่งออกได้เป็นกลุ่มวัคซีน Mild Strain หรือ Intermediate Strain ซึ่งมักนิยมใช้ในฝูงไก่พ่อ-แม่พันธุ์ ซึ่งมีความเสี่ยงของเชื้อในพื้นที่ต่ำ เนื่องจากรอบของการเลี้ยงและระดับของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ โดยรวมนั้นดีกว่าสมัยก่อน ขณะที่วัคซีนอีกกลุ่มหนึ่งเป็น Strong Vaccine หรือ Intermediate Plus Strain ซึ่งมักนิยมใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของเชื้อสูงอย่างเช่น ในฝูงของไก่เนื้อทั่วไป แม้จะทราบกันดีว่ามีผลต่อต่อม bursa โดยตรง
การติดเชื้อกัมโบโรในพื้นที่ หรือ field strain นั้นจะมีการปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมและสัตว์พาหะบริเวณฟาร์มไก่เนื้อ การที่เชื้อในพื้นที่สามารถที่จะเข้าไปในตัวไก่ได้ก่อนอายุ 2 สัปดาห์ หรือก่อนที่เชื้อวัคซีนจะเข้าไปในร่างกาย หรือเพิ่มจำนวนนั้น มันจะก่อผลกระทบต่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิคุ้มกันในร่ายกาย หรือนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อ bacteria หรือ virus อื่น ๆ แทรกซ้อนได้ง่าย และจะส่งผลเสียโดยตรงทั้งช่วงระหว่างการเลี้ยง และช่วงท้ายของการเลี้ยงไก่ สุดท้ายก็จะส่งผลทำให้คุณภาพซากของไก่ที่ส่งเข้าโรงงานไม่ดีต่อไป
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการติดเชื้อกัมโบโรในพื้นที่ อันส่งผลกระทบระยะยาวต่อความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทั้งเชื้อจากวัคซีน เช่น New Castle และ Infectious Bronchitis และ Bacteria อื่นๆเช่น E. coli, Streptococcus spp. และ Staphylococcus spp. อันเป็น secondary infection ที่พบได้ประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา Chronic Respiratory Disease; CRD หรือ Cellulitis ที่พบทั้งในฟาร์มและในโรงงานแปรรูป ดังนั้น การทำวัคซีนชนิดใหม่ของบริษัท Merial น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทางฟาร์มไก่เนื้อน่าจะได้ทำการทดลองเปรียบเทียบกับวัคซีน IBD ( blen ) ตัวเดิมที่ใช้อยู่ เพื่อให้ได้เป็นข้อมูลที่จะใช้นำไปติดสินใจใช้วัคซีนภายในฟาร์มไก่เนื้อในอนาคตข้างหน้า
โดยวัตถุประสงค์ของการทดลองเพื่อเพิ่มทางเลือกของการใช้วัคซีนชนิดที่สามารถป้องกันโรคกัมโบโรชนิดที่สามารถเข้าไปในร่างกายได้ก่อนเชื้อพื้นที่การเลี้ยงและเพื่อเป็นข้อมูลกับผู้ที่มีความสนใจต่อไป
อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
อุปกรณ์การทดลอง
1. ไก่ทดลองทั้งหมด สาขาละ 12 ฟาร์ม
2. วัคซีน Vaxxitex จากบริษัท เมเรียล
วิธีการทดลอง
1. แบ่งไก่ทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม คือ1.ทำ NDW + IB(H120) Spary FULL DOSE รวม ฉีด VAXXITEK ฉีดจากโรงฟัก ไม่ทำวัคซีนที่ฟาร์ม และ 2.ทำ NDW + IB(H120) Spary HALF DOSE จากโรงฟัก ไม่ทำวัคซีนที่ฟาร์ม และ 3.ไม่ทำวัคซีนจากโรงฟัก และ ที่ฟาร์ม
2. ไก่กลุ่มทดลองแต่ละกลุ่ม จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอีก คือ ฟาร์มไก่กลุ่มเกรด A. และฟาร์มไก่กลุ่มเกรด C. โดยแต่ละกลุ่มจะมีจำนวน 2 ฟาร์ม
3. ทำวัคซีนตามโปรแกรม ตามที่ได้มีการวางแผนเอาไว้ แล้วทำการส่งไก่มาที่ฟาร์มที่ได้กำหนดเอาไว้ ในแต่ละสาขา
4. ทำการเก็บข้อมูลผลการเลี้ยงทั้งหมด คือ อัตราการสูญเสียสะสม น้ำหนักไก่จับ FCR และ PI รวมทั้งคุณภาพซากของไก่ที่ส่งเข้าโรงเชือดด้วย
5. และนอกจากนี้ยังมีการเก็บตรวจระดับภูมิคุ้มกัน ในไก่แต่ละกลุ่มที่มีการทำวัคซีนด้วย
6. ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผลการทดลอง
ผลการทดลองสรุปได้ว่า ไก่กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่ไม่ทำวัคซีนเลยทั้งจากโรงฟักและที่ฟาร์ม มีผลการผลการเลี้ยงดีที่สุด ตามเอกสารที่แนบมา
ในส่วนของผลทางภูมิคุ้มกัน และ คุณภาพซากไก่ที่ส่งเข้าโรงเชือด พบว่า มีผลที่ไม่แตกต่างกัน ทุกกลุ่มที่ทดลอง
สรุปและวิจารณ์
· ถึงแม้ว่าการทดลองนี้ ไก่กลุ่มที่ 3 จะมีผลการเลี้ยงดีที่สุดแต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติแล้วจะพบว่า ผลการเลี้ยงของไก่ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติเลย(p<0.05) นั้นก็แสดงว่าโปรแกรมวัคซีนที่ทดลองไม่มีผลต่อปรอสทธิภาพการเลี้ยงไก่
· ผลทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับ ระดับของภูมิคุ้มกันของไก่ทดลองทั้ง 3 กลุ่มนั้น เมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่า จะมีค่าที่ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าภายในฟาร์มเลี้ยงไก่ไม่มีเชื้อที่จะก่อโรคก็ได้ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคไม่เพิ่มสูงขึ้น
· ส่วนคุณภาพซากที่เข้าโรงเชือดนั้น พบว่าไก่ทดลองทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าไม่แตกต่างกัน นั้นก็แสดงว่า โปรแกรมวัคซีนไม่มีผลต่อคุณภาพซากไก่ที่เข้าโรงเชือด
· ดังนั้นจากที่กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่า โปรแกรมวัคซีนที่ทดลองทั้ง 3 โปรแกรมนี้ไม่มีความแตกต่างกัน แต่ถ้าจะมองไปที่ความเสี่ยงของการเกิดโรค โปรแกรมวัคซีนที่ 3 อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าโปรแกรมอื่น เพราะว่า ไม่ได้มีการทำวัคซีนอะไรเลย ซึ่งถ้าบริเวณภายมีเชื้อโรคก็อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียที่มากก็ได้
เอกสารอ้างอิง
1. เอกสารประการบรรยาย วัคซีน Vaxxitex ของบริษัท เมเรียล
( Comparison Evaluation of Vaccination program in broiler farms )
ประจำเดือน เมย-มิย 2009
เรียบเรียงโดย น.สพ. ชัชวาลย์ สอนศรี
ผช.กรรมการผู้จัดการ
บทคัดย่อ
ในการทดลองนี้จะเป็นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโปรแกรมวัคซีนที่ใช้ในไก่ประกัน โดยโปรแกรมที่นำมาทดสอบจะมีทั้งหมด 3 โปรแกรม ดังรายละเอียดในวิธีการทดลอง ซึ่งจากผลการทดลองจะพบว่า ผลการเลี้ยงไก่ กลุ่มที่ 3 จะให้ผลการเลี้ยงไก่ที่ดีที่สุด หรือดีกว่ากลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ตามลำดับ ในส่วนของระดับภูมิและคุณภาพซากที่เข้าโรงเชือดนั้น จะพบว่า ทั้ง 3 กลุ่มทดลองจะให้ผลที่ไม่แตกต่างกันเลย จากการทดลองนี้ถ้ามีการนำไปใช้ในกิจการไก่ประกันก็สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ แต่จะต้องมีการจัดการฟาร์มที่ดี มีการจัดการระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคก่อนเข้าฟาร์มให้ดีด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเชื้อโรคที่จะเข้าไปก่อโรคกับไก่ ดังนั้นการจัดการฟาร์มที่ดี การจัดการระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคที่ดี จะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับที่จะป้องกันเชื้อที่จะก่อโรคกับในฟาร์ม
คำสำคัญ : ไก่เนื้อ , ไก่ประกัน , วัคซีน , โปรแกรมวัคซีน
บทนำ
โรคเบอร์ซ่าอักเสบติดต่อ หรือ กัมโบโร เป็นโรคที่มีความสำคัญต่อธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อ และไก่ไข่ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย เป็นเหตุให้ในพื้นที่ยังมีการใช้วัคซีนกันอย่างแพร่หลาย วัคซีนที่ใช้มีทั้งชนิดเชื้อเป็นและเชื้อตาย ขณะเดียวกันเนื่องจากเชื้อโรคกัมโบโร นั้นมีทั้ง strain ที่ทำให้เกิดอาการทางคลินิก (Clinical Sign) ซึ่งเกิดการติดเชื้อได้ตั้งแต่อายุ 3 สัปดาห์ขึ้นไป จนถึงประมาณ 5สัปดาห์ และแบบที่ไม่แสดงอาการ (Sub-Clinical Sign) ซึ่งเกิดขึ้นได้ในช่วง 1-3 สัปดาห์แรกของการเลี้ยง หรือตลอดชั่วอายุการเลี้ยง ซึ่งปัญหาที่พบ มันจะนำมาซึ่งปัญหาการฝ่อของทั้ง ต่อม Thymus และต่อม Bursa ของไก่ และสุดท้ายมันจะส่งผลทำให้ระบบสร้างภูมิคุ้มกันของไก่บกพร่องไปและทำให้ผลิตผลการเสี้ยงไก่เนื้อเสียตามไปด้วยได้กล่าวเอาไว้ว่า โรคกัมโบโร หรือ โรคเบอร์ซ่าอักเสบติดต่อ หรือโรคไอบีดี ( Gumboro disease , Infectious bursal disease IBD ) มีรายงานการเกิดโรคในครั้งแรกที่เมืองกัมโบโร มลรัฐเดลาแวร์ ประเทศอเมริกา เมื่อปี พศ. 2500 ซึ่งรายงานโดย Cosgrove เป็นคนแรก การเกิดโรคสามารถที่จะเกิดได้กับการเลี้ยงไก่ทุกชนิด อายุที่มักจะพบคือ ปะมาณ 3-6 สัปดาห์แรกของการเลี้ยงไก่ เชื้อที่เข้าไปก่อโรคจะมีผลไปทำลายต่อมเบอร์ซ่าเป็นส่วนใหญ่
โรคกัมโบโร เกิดจากการติดเชื้อ ไวรัส ในกลุ่มเบอร์น่าวิริดี (Birnaviridae ) ซึ่งเป็น RNA virus ชนิดสายคู่ โดยแบ่งไวรัสออกเป็น 2 ซีโรไทป์ ซึ่งซีโรไทป์ที่ 1 เท่านั้นที่จะเป็นชนิดที่ก่อโรค โดยมันจะมีความรุนแรงมากและมีความรุนแรงปาน กลาง ก็ได้ ส่วนซีโรไทป์ที่ 2 นั้น โดยมากแล้วจะไม่ก่อโรค
วัคซีนเชื้อเป็นที่มีใช้ทั่วไปในปัจจุบันจะแบ่งออกได้เป็นกลุ่มวัคซีน Mild Strain หรือ Intermediate Strain ซึ่งมักนิยมใช้ในฝูงไก่พ่อ-แม่พันธุ์ ซึ่งมีความเสี่ยงของเชื้อในพื้นที่ต่ำ เนื่องจากรอบของการเลี้ยงและระดับของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ โดยรวมนั้นดีกว่าสมัยก่อน ขณะที่วัคซีนอีกกลุ่มหนึ่งเป็น Strong Vaccine หรือ Intermediate Plus Strain ซึ่งมักนิยมใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของเชื้อสูงอย่างเช่น ในฝูงของไก่เนื้อทั่วไป แม้จะทราบกันดีว่ามีผลต่อต่อม bursa โดยตรง
การติดเชื้อกัมโบโรในพื้นที่ หรือ field strain นั้นจะมีการปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมและสัตว์พาหะบริเวณฟาร์มไก่เนื้อ การที่เชื้อในพื้นที่สามารถที่จะเข้าไปในตัวไก่ได้ก่อนอายุ 2 สัปดาห์ หรือก่อนที่เชื้อวัคซีนจะเข้าไปในร่างกาย หรือเพิ่มจำนวนนั้น มันจะก่อผลกระทบต่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิคุ้มกันในร่ายกาย หรือนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อ bacteria หรือ virus อื่น ๆ แทรกซ้อนได้ง่าย และจะส่งผลเสียโดยตรงทั้งช่วงระหว่างการเลี้ยง และช่วงท้ายของการเลี้ยงไก่ สุดท้ายก็จะส่งผลทำให้คุณภาพซากของไก่ที่ส่งเข้าโรงงานไม่ดีต่อไป
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการติดเชื้อกัมโบโรในพื้นที่ อันส่งผลกระทบระยะยาวต่อความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทั้งเชื้อจากวัคซีน เช่น New Castle และ Infectious Bronchitis และ Bacteria อื่นๆเช่น E. coli, Streptococcus spp. และ Staphylococcus spp. อันเป็น secondary infection ที่พบได้ประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา Chronic Respiratory Disease; CRD หรือ Cellulitis ที่พบทั้งในฟาร์มและในโรงงานแปรรูป ดังนั้น การทำวัคซีนชนิดใหม่ของบริษัท Merial น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทางฟาร์มไก่เนื้อน่าจะได้ทำการทดลองเปรียบเทียบกับวัคซีน IBD ( blen ) ตัวเดิมที่ใช้อยู่ เพื่อให้ได้เป็นข้อมูลที่จะใช้นำไปติดสินใจใช้วัคซีนภายในฟาร์มไก่เนื้อในอนาคตข้างหน้า
โดยวัตถุประสงค์ของการทดลองเพื่อเพิ่มทางเลือกของการใช้วัคซีนชนิดที่สามารถป้องกันโรคกัมโบโรชนิดที่สามารถเข้าไปในร่างกายได้ก่อนเชื้อพื้นที่การเลี้ยงและเพื่อเป็นข้อมูลกับผู้ที่มีความสนใจต่อไป
อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
อุปกรณ์การทดลอง
1. ไก่ทดลองทั้งหมด สาขาละ 12 ฟาร์ม
2. วัคซีน Vaxxitex จากบริษัท เมเรียล
วิธีการทดลอง
1. แบ่งไก่ทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม คือ1.ทำ NDW + IB(H120) Spary FULL DOSE รวม ฉีด VAXXITEK ฉีดจากโรงฟัก ไม่ทำวัคซีนที่ฟาร์ม และ 2.ทำ NDW + IB(H120) Spary HALF DOSE จากโรงฟัก ไม่ทำวัคซีนที่ฟาร์ม และ 3.ไม่ทำวัคซีนจากโรงฟัก และ ที่ฟาร์ม
2. ไก่กลุ่มทดลองแต่ละกลุ่ม จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอีก คือ ฟาร์มไก่กลุ่มเกรด A. และฟาร์มไก่กลุ่มเกรด C. โดยแต่ละกลุ่มจะมีจำนวน 2 ฟาร์ม
3. ทำวัคซีนตามโปรแกรม ตามที่ได้มีการวางแผนเอาไว้ แล้วทำการส่งไก่มาที่ฟาร์มที่ได้กำหนดเอาไว้ ในแต่ละสาขา
4. ทำการเก็บข้อมูลผลการเลี้ยงทั้งหมด คือ อัตราการสูญเสียสะสม น้ำหนักไก่จับ FCR และ PI รวมทั้งคุณภาพซากของไก่ที่ส่งเข้าโรงเชือดด้วย
5. และนอกจากนี้ยังมีการเก็บตรวจระดับภูมิคุ้มกัน ในไก่แต่ละกลุ่มที่มีการทำวัคซีนด้วย
6. ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผลการทดลอง
ผลการทดลองสรุปได้ว่า ไก่กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่ไม่ทำวัคซีนเลยทั้งจากโรงฟักและที่ฟาร์ม มีผลการผลการเลี้ยงดีที่สุด ตามเอกสารที่แนบมา
ในส่วนของผลทางภูมิคุ้มกัน และ คุณภาพซากไก่ที่ส่งเข้าโรงเชือด พบว่า มีผลที่ไม่แตกต่างกัน ทุกกลุ่มที่ทดลอง
สรุปและวิจารณ์
· ถึงแม้ว่าการทดลองนี้ ไก่กลุ่มที่ 3 จะมีผลการเลี้ยงดีที่สุดแต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติแล้วจะพบว่า ผลการเลี้ยงของไก่ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติเลย(p<0.05) นั้นก็แสดงว่าโปรแกรมวัคซีนที่ทดลองไม่มีผลต่อปรอสทธิภาพการเลี้ยงไก่
· ผลทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับ ระดับของภูมิคุ้มกันของไก่ทดลองทั้ง 3 กลุ่มนั้น เมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่า จะมีค่าที่ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าภายในฟาร์มเลี้ยงไก่ไม่มีเชื้อที่จะก่อโรคก็ได้ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคไม่เพิ่มสูงขึ้น
· ส่วนคุณภาพซากที่เข้าโรงเชือดนั้น พบว่าไก่ทดลองทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าไม่แตกต่างกัน นั้นก็แสดงว่า โปรแกรมวัคซีนไม่มีผลต่อคุณภาพซากไก่ที่เข้าโรงเชือด
· ดังนั้นจากที่กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่า โปรแกรมวัคซีนที่ทดลองทั้ง 3 โปรแกรมนี้ไม่มีความแตกต่างกัน แต่ถ้าจะมองไปที่ความเสี่ยงของการเกิดโรค โปรแกรมวัคซีนที่ 3 อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าโปรแกรมอื่น เพราะว่า ไม่ได้มีการทำวัคซีนอะไรเลย ซึ่งถ้าบริเวณภายมีเชื้อโรคก็อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียที่มากก็ได้
เอกสารอ้างอิง
1. เอกสารประการบรรยาย วัคซีน Vaxxitex ของบริษัท เมเรียล
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ระบบการป้องกันโรคในฟาร์มไก่เนื้อ
ระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคก่อนเข้า – ออก ฟาร์มเลี้ยงไก่
( Biosecurity systems of Broiler farms )
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
นายสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มไก่ประกัน
สาขาชัยนาท และ สาขาบึงสามพัน บริษัทสหฟาร์มและบริษัทในครือ
ประจำเดือน มีนาคม 2552
ระบบการป้องกันโรค และ การสุขาภิบาลภายในฟาร์ม
ระบบการป้องกันโรค (biosecurity system) หมายถึง การป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่สามารถก่อปัญหาการติดเชื้อหรือเกิดโรคต่อไก่บริเวณฟาร์มที่เราเลี้ยงดูอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคที่เป็นปัญหาในฟาร์มไก่เนื้อ ก็จะแบ่งออกได้ดัง
1.เชื้อไวรัส (virus) เช่น นิวคลาสเซิล (Newcastle) หลอดลมอักเสบ (infectious Brochitis) กัมโบโร (infectious) ฯลฯ
2.เชื้อแบคทีเรีย (bacteria) เช่น อี โค ไล (E.coil) ซัลโมเนลล่า (Salmonella) คลอสตริเดียม (Clostridium) แคมไพโลแบคเทอร์ (Campylobacter) ฯลฯ
3.เชื้อโปรโตซัว (protozoa) เช่น บิด (coccidial) ฮีสโตโมเนส (hittomonas) คลิปโตสปอริเดี่ยม (cryptosporidium) ฯลฯ
4.เชื้อพยาธิ (helminth) เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิตัวแบน พยาธิไส้ตัน ฯลฯ
เชื้อโรคนั้นสามารถเข้ามาในฟาร์มได้ 3 ทาง คือ ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน จะแยกแยะทางที่เชื้อโรคเข้ามาในฟาร์มออกเป็นกลุ่ม ๆ ดังต่อไปนี้
1.เชื้อโรคเข้ามากับแหล่งของวัตถุดิบที่เข้ามาในฟาร์ม ประกอบด้วย
1. น้ำที่ใช้ในฟาร์ม (water contamination)
2. วัสดุรองพื้นแกลบ (litter contamination)
3. อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในโรงเรือน (epuipmentcontamination)
4. ลูกไก่ (day old chick contamination)
5. สารบางอย่างที่ไม่ใช้ ยา วิตามิน และเกลือแร่
6. อาหารสัตว์ (feed contamination)
2.เชื้อโรคเข้ามากับยานพาหนะ ที่เข้ามาในฟาร์มหรือโรงเรือน
1. รถเจ้าของฟาร์ม
2. รถแขกที่จะเข้ามาเยี่ยมฟาร์ม
3. รถขนมูลไก่
4. รถขนส่งลูกไก่
5. รถขนส่งไก่ใหญ่
6. รถขนส่งอาหารสัตว์
7. รถของพนักงานส่งเสริม
3.เชื้อโรคเข้ามาในฟาร์มหรือโรงเรือน ผ่านทางบุคคล
1. คนเลี้ยงไก่
2. เจ้าของฟาร์มไก่
3. แขกที่มาเยี่ยมฟาร์ม
4. พนักงานส่งเสริม
4.เชื้อโรคเข้าในฟาร์มหรือโรงเรือนผ่านทางตัวสัตว์พาหะ โดยมีสัตว์พาหะที่มีความสำคัญดังนี้
1. นกทั่วๆ ไป ตามธรรมชาติ
2. หนู สุนัข แมว หรือ สัตว์ฟันแทะทุกชนิด
3. สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือ ฯลฯ
4. แมลง เช่น แลงวัน แมลงปีกแข็ง ฯลฯ
5.เชื้อโรคเข้ามาพร้อมฝุ่น หรือ อากาศที่พัดเข้า – ออก ภายในฟาร์ม หรือที่เรียกว่า Air born ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถนำพาเชื้อที่ก่อโรคมาสู่ไก่ภายในฟาร์มได้
สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคของฟาร์ม
ลักษณะทั่วไปของฟาร์ม
1.ทำเลที่ตั้งฟาร์ม
1.จะต้องไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก เช่น มีนกอพยพ หรือ สัตว์ปีกป่า จำนวนมาก และไม่มีการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง หรือไม่เลี้ยงไก่พื้นเมืองชุกชุม ห่างจากฟาร์มสุกร และถนนสายหลัก
2.จะต้อง มีรั้วรอบขอบชิด ตั้งห่างจากฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์ สถานที่ฟักสัตว์ปีก โรงฆ่า ตลาดนัดค้าสัตว์ปีก และโรงงานอาหารสัตว์
3. สถานที่ และตำแหน่ง ของฟาร์ม จะต้องตั้งอยู่ในทําเลที่มีแหล่งน้ำสะอาด อย่างเพียงพอ
4.จะต้องได้รับอนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2.ลักษณะของฟาร์ม และ ผังฟาร์ม
1.มีขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมกับจำนวนของโรงเรือนภายในคอมพาทร์เมนต์ และมีการวางฝังฟาร์มที่เหมาะสม
2.มีการจัดแบ่งพื้นที่ที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน และปริมาณการผลิต โดยมีแผนผัง แสดงที่พักอาศัย สํานักงาน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ ที่เก็บอาหาร โรงเก็บอุปกรณ์ แหล่งน้ำ และพื้นที่ทําลายซากสัตว์ ที่แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
3.มีขอบเขตรอบฟาร์มที่ชัดเจน มีรั้วรอบขอบชิด และมีการตัดต้นไม้บริเวณฟาร์มให้สั้น สะอาด เพื่อป้องกันสัตว์พาหะต่างๆไม่ให้เข้าไปภายในฟาร์ม หรือโรงเรือน
4.มีจำนวนของไก่เนื้อที่เหมาะสมกับจำนวนของโรงเรือน และขนาดของฟาร์มไก่เนื้อ
5.มีระยะห่างระหว่างโรงเรือน เลี้ยงไก่ แต่ละโรงเรือน ประมาณ 30 เมตร
6.ประตูทางเข้าฟาร์มสามารถปิดล็อกได้ ตลอดเวลา
7.มีบริเวณจอดรถ สำหรับยานพาหนะที่ใช้ภายในฟาร์มแยกเป็นสัดส่วน และมีที่จอดรถสำหรับจอดยานพาหนะของบุคคลภายนอก หรือพนักงานส่งเสริม และห่างจากโรงเรือนไก่เนื้ออย่างน้อย 30 เมตร
8.มีพื้นที่สำหรับพ่นยาฆ่าเชื้อ ยานพาหนะก่อนเข้าเขตฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยแต่ละฟาร์ม จะมีพื้นที่ในการทำความสะอาดยานพาหนะก่อนเข้าฟาร์มทุกครั้ง
9.มีห้องสำหรับฆ่าเชื้อ อาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนชุดที่ทางฟาร์มจัดไว้ให้ ก่อนเข้าเขตฟาร์มเลี้ยงไก่
10.มีบริเวณกำจัดซากไก่ตาย และสิ่งปฏิกูล ขยะต่างๆ ห่างจากโรงเรือนเลี้ยงไก่ ประมาณ 300 เมตร
11.มีสถานที่สำหรับฆ่าเชื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อนนำเข้าเขตฟาร์มเลี้ยงไก่ ที่เป็นมาตรฐาน โดยอุปกรณ์การเลี้ยงไก่ภายในฟาร์ม หรืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ที่ใช้ภายในฟาร์มอาจจะฆ่าเชื้อโดยการพ่นสเปรย์ด้วยยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กหรือเป็นของบุคคลที่จะมีการนำเข้าไปใช้ภายในฟาร์ม ให้มีการฆ่าเชื้อโดยการอบรมควันฆ่าเชื้อ ในตู้อบรมควันของฟาร์ม ก่อนเข้าฟาร์ม
12.ภายในฟาร์มจะมีป้ายแสดงสถานะ และจุดบ่งชี้อันตรายต่างๆ เช่น ระบุตำแหน่งของโรงเรือน ระบุตำแหน่งของโรงเก็บอาหาร ระบุตำแหน่งของ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบุตำแหน่งของโรงอาหาร หรือ ระบุทางหนีไฟภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เป็นต้น
13.บริเวณด้านหน้าของโรงเรือนเลี้ยงไก่แต่ละโรงเรือน จะต้องมีล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อทุกวัน
14.ถนนภายในฟาร์ม จะต้องให้ใช้งานได้ดีทุกฤดูกาล ง่ายต่อการทำความสะอาด ไม่มีน้ำท่วมขัง และระบายน้ำได้ดี
3.ลักษณะของโรงเรือน
1.เป็นโรงเรือนระบบปิด และมีการออกแบบให้เหมาะสมกับการเลี้ยงไก่เนื้อ
2.ใช้วัสดุที่มีความคงทน แข็งแรง และทำความสะอาดง่าย และถูกต้องตามข้อกำหนดของ ระเบียบสวัสดิภาพสัตว์
3.เป็นโรงเรือนระบบปิด ที่สามารถที่จะป้องกันสัตว์ปีกชนิดต่างๆ และสัตว์พาหะชนิดต่างๆ ไม่ให้มีการเข้าไปภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ได้
4.ทางเข้า – ออกโรงเรือน มีการรักษาความสะอาด และฆ่าเชื้อทุกวัน
4.โรงเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในฟาร์ม
โรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อ จะต้องเป็นโรงเรือนระบบปิด ให้ความเย็นโดยอากาศถูกดูดผ่านระบบน้ำแผ่นรังผึ้ง ภายในโรงเรือนสร้างด้วยวัสดุที่คงทน สามารถทําความสะอาด และฆ่าเชื้อได้ง่าย มีขนาดเหมาะสมกับจำนวนไก่เนื้อที่เข้าเลี้ยงตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และสามารถป้องกันสัตว์พาหะไม่ให้เข้าไปในโรงเรือนได้
สิ่งอำนวยความสะดวก และจำนวนอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นขั้นต่ำสำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อภาย
ในฟาร์ม มีดังนี้
1. ในแต่ละโรงเรือน มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสําหรับจุ่มรองเท้า และมีอ่างล้างมือ และสบู่ และแอลกอฮอล์ สำหรับสเปรย์ฆ่าเชื้อมือ ที่บริเวณทางเข้าโรงเรือนทุกโรงเรือน
2. มีอ่างล้างมือ และสบู่หน้าห้องน้ำ และสถานที่รับประทานอาหาร และมีการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้ง
3. มีระบบควบคุมความเร็วลม แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และแก็ส ไม่ให้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ยึดตามหลักการของระบบ Animal welfare
4. มีขนาดภาชนะเก็บกักน้ำสำรองได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงสำหรับไก่เนื้อภายในฟาร์ม และมีฝาปิดมิดชิด
5. มีระบบการฆ่าเชื้อน้ำที่ใช้ใน Cooling Pad โดยใช้น้ำที่มีคลอรีนประมาณ 1-3 ppm.
6. มีระบบ ไฟฟ้าฉุกเฉิน (เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง) กรณีไฟฟ้าดับ
7. อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อ ภายในฟาร์ม จะมีการจัดการให้เหมาะสมตามระบบ Animal welfare สำหรับไก่เนื้อ และระบบมาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อ ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์
การจัดการฟาร์ม
1. การจัดการโรงเรือนและอุปกรณ์
1.หลังการจับไก่เนื้อออกจากโรงเรือนแล้ว ให้ปิดประตูโรงเรือนจนกว่าจะเริ่มเก็บวัสดุรองพื้น อุปกรณ์ต่างๆ ออกจากโรงเรือน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ก่อนใช้ครั้งต่อไป
2.ทางเข้า – ออกโรงเรือน จะมีการจัดเตรียมอ่างจุ่มเท้าเอาไว้ให้พร้อม โดยในหนึ่งโรงเรือนให้มีอ่างจุ่มเท้า ทั้งหมด 3 อ่าง โดยจะมีอ่างน้ำเปล่า 1 อ่าง และอ่างน้ำยาฆ่าเชื้ออีก 2 อ่าง และจะมีการเตรียมรองเท้าบูซไว้เปลี่ยนในแต่ละโรงเรือนด้วย
3.อ่างจุ่มเท้า มีขนาดใหญ่ที่พอเหมาะต่อการใช้งาน และตั้งเอาไว้ในที่ร่ม ไม่ให้โดนแสงแดด
4.ทางเข้า-ออกโรงเรือน ได้มีการจัดเตรียม แปรง และสารทำความสะอาด สำหรับทำความสะอาดรองเท้า ก่อนจุ่มเท้าในอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจะใช้ยาฆ่าเชื้อ AV-CLEAN. อัตราส่วน 1 : 100 ใช้จุ่มเท้าฆ่าเชื้อ และนอกจากนี้ แขกที่เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มให้เตรียมรองเท้าไว้เปลี่ยนก่อนเข้าในแต่ละโรงเรือนด้วย
5.ก่อนเข้าโรงเรือน ทุกคนจะต้องมีการล้างมือด้วยสบู่ ให้สะอาด และพ่นฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้ง
6.ยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในอ่างจุ่มเท้า จะมีการเปลี่ยนอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หรือให้มีการเปลี่ยนทุกครั้งที่อ่างจุ่มเท้าสกปรก เพื่อให้ยาฆ่าเชื้อมีประสิทธิภาพ สูงสุด
7.มูลของไก่เนื้อ หรือวัสดุรองพื้นไม่ให้เก็บไว้ในบริเวณฟาร์ม และจะต้องทำการบำบัด ด้วยการพ่นยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์ม โดยให้พ่นยาฆ่าเชื้อที่บริเวณโรงสเปรย์ฟาร์มก่อนการเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์ม และเคลื่อนย้ายด้วยรถขนส่งที่มีผ้าคลุมอย่างมิดชิด หรือทำการพ่นยาฆ่าเชื้อที่มูลไก่ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้มูลไก่เกิดการฟุ้งกระจายไปสู่สิ่งแวดล้อม
8.มูลของไก่เนื้อ หรือ วัสดุรองพื้นที่ใช้แล้วในการเลี้ยงไก่รุ่นที่ผ่านมา ไม่ให้เก็บเอาไว้ภายในฟาร์ม และไม่ให้นำสิ่งรองนอนใหม่เข้าไปภายในโรงเรือนไก่เนื้อ ก่อนที่จะมีการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค เสร็จเรียบร้อยแล้ว
9.ล้างทําความสะอาด ฆ่าเชื้อโรงเรือนและอุปกรณ์ ก่อนนำไก่เนื้อชุดใหม่เข้าเลี้ยง และหลังจากฆ่าเชื้อโรคภายในโรงเรือนเสร็จแล้ว ให้ปิดประตู พักโรงเรือน อย่างน้อย 14 วัน หลังจากพ่นยาฆ่าเชื้อโรคโรงเรือนครั้งที่ 1 แล้ว
10.อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำความสะอาด จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ชำรุด
11.มีการจัดแบ่งพื้นที่ภายในโรงเรือนให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน และถูกสุขลักษณะ
12.หลังการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคโรงเรือนไก่เนื้อแล้ว ให้ทำการปิดประตูโรงเรือนให้สนิท และถ้าโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อไม่แห้งเนื่องจากการพ่นยาฆ่าเชื้อ ให้เปิดพัดลมระบายอากาศเพื่อให้พื้นโรงเรือนแห้ง
13.อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำเข้ามาในเขตฟาร์ม ให้ทำการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเสมอ
14.ชุดปฏิบัติงานไม่ให้นำออกนอกฟาร์ม หลังการใช้งานทุกครั้ง จะต้องซักล้างชุดปฏิบัติงานให้สะอาด และฆ่าเชื้อโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง
2. การจัดการบริเวณรอบโรงเรือน
1.ไม่ให้มีโค กระบือ และสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ และสัตว์ปีกชนิดอื่นๆ (ไก่ เป็ด ห่าน นกกระจอกเทศ นกสวยงาม และนกอื่นๆ) เข้ามาภายในฟาร์ม
2. บริเวณภายในฟาร์มจะตัดหญ้าให้สั้น และบริเวณโดยรอบโรงเรือนจะตัดหญ้าให้โล่งเตียนในระยะ อย่างน้อย 3 เมตร และไม่มีขยะเพื่อไม่ไห้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ฟันแทะ
3.ต้นไม้หรือพุ่มไม้จะไม่ปลูกชิดติดโรงเรือน ถ้ามีก็จะตัดให้เตี้ย หรือโปร่งโล่ง เพื่อไม่ไห้เป็นที่อยู่ของสัตว์ปีกต่างๆ ภายในฟาร์ม
การจัดการยานพาหนะ
1.ประตูทางเข้า-ออกฟาร์ม จะต้องปิดตลอดเวลา สามารถเปิดให้เข้าได้เมื่อทราบจุดประสงค์ และได้รับอนุญาตจากผู้รับผิดชอบ และมีบันทึกรายละเอียด วัน-เวลา การเข้า – ออกทุกครั้ง
2.มีการแยกยานพาหนะที่ใช้ภายใน กับยานพาหนะที่ใช้ภายนอกฟาร์ม อย่างชัดเจน
3.ยานพาหนะทุกชนิดที่เข้ามาปฏิบัติงานภายในฟาร์มไก่เนื้อ ให้มีการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อให้ทั่ว รวมทั้งแผ่นรองพื้นภายในยานพาหนะ
4.จอดยานพาหนะในสถานที่ที่ฟาร์มกำหนดไว้ให้ และให้ห่างจากโรงเรือนมากกว่า 30 เมตร
5.ยานพาหนะที่เข้าเขตฟาร์มไก่ ให้ผ่านการสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคภายนอกอย่างทั่วถึง ที่โรงสปรย์ฟาร์ม ก่อนทุกครั้ง
การจัดการด้านอาหารสัตว์
แหล่งที่มาของอาหารสัตว์จะมาจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) จากกรมปศุสัตว์
1.มีภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาดเป็นรถเบาท์หรือถังบรรจุอาหารสัตว์ และขั้นตอนการขนส่งอาหารที่มิดชิดถูกต้องตามสุขอนามัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนระหว่างทาง
2.กรณีมีความจำเป็นต้องขนส่งอาหารสัตว์แบบบรรจุถุงหรือกระสอบ ไม่ให้นำภาชนะบรรจุเหล่านั้นกลับมาใช้บรรจุอาหารสัตว์อีกครั้ง
3.รถขนส่งอาหารสัตว์ ก่อนบรรทุกอาหารสัตว์ ให้มีการทำความสะอาดและทำการตรวจสอบทุกครั้ง
4.ภาชนะที่บรรจุอาหารสัตว์ที่ใช้แล้ว จะไม่อนุญาตให้นำกลับมาใช้ในการบรรจุอาหารสัตว์อีกครั้ง อย่างเช่น ถุงอาหาร กระสอบอาหาร เป็นต้น
5.อาหารที่หกหล่นให้รีบทำความสะอาดทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์พาหะ
6.หลีกเลี่ยงการนำอาหารสัตว์จากฟาร์มหนึ่งข้ามไปอีกฟาร์มหนึ่ง
7.มีการกำหนดเส้นทาง ระยะทาง และระยะเวลาในการขนส่งจากโรงงานอาหารสัตว์ ไปฟาร์มให้ชัดเจน
การจัดการบุคลากร
การจัดการบุคคลกร และผู้เยี่ยมฟาร์ม จะต้องปฏิบัติดังนี
1.บุคลากรและผู้เยี่ยมชมที่มีการสัมผัสสัตว์ปีกหรือพบปะกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกต่างๆขณะอยู่นอกฟาร์ม ต้องพักตัวอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนกลับเข้าทำงานในฟาร์ม
2.บุคลากรและผู้เยี่ยมชมที่มาจากพื้นที่ภายนอกที่ไม่มีการระบาดของโรค ในสภาวะปกติ ให้เดินผ่านละอองสเปรย์ฆ่าเชื้อหน้าโครงการหรือฟาร์ม และพักตัวในพื้นที่ของฟาร์ม ก่อนเข้าไปในฟาร์มไก่เนื้ออย่างน้อย 12 ชั่วโมง
3.อาการเจ็บป่วย เช่น มีการป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ไม่อนุญาตให้เข้าฟาร์ม
4.การปฏิบัติเมื่อเข้าเขตพื้นที่การเลี้ยงไก่ ให้อาบน้ำ สระผม สวมเสื้อผ้า หมวกคลุมผมผ้าปิดปาก และรองเท้าที่ฟาร์มจัดเตรียมไว้ให้
5.บุคลากรภายในฟาร์ม ไม่ให้ทำงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขายสัตว์ปีก การชำแหละหรือตัดแต่งซากสัตว์ปีก และจะกำหนดเงื่อนไขการจ้างงาน
6.บุคลากรภายในฟาร์ม ไม่ให้ไปในที่ที่มีสัตว์ปีกต่างๆหรือสุกรอยู่ ไม่ให้เลี้ยงนกหรือสัตว์ปีกอื่นๆภายในฟาร์มด้วย และเมื่อทำงานในฟาร์มใดๆให้พักอาศัยอยู่ในฟาร์มนั้นๆ
7.พนักงานจับไก่เนื้อ ให้มีความระมัดระวังในระหว่างปฏิบัติงานและไม่เข้าไปในบริเวณ
โรงเรือน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
การควบคุมสัตว์พาหะ
1. แผนการควบคุมสัตว์พาหะ ทางฟาร์มจะต้องมีการตรวจติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น นก หนู แมลง ซึ่งจะมีการทำความสะอาด กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์พาหะ เช่น วัชพืชรอบโรงเรือน พื้นที่ที่เป็นอาหารสัตว์ปีกต่างๆ เศษอาหารที่ตกหล่น สิ่งปฏิกูลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และไม่ให้มีสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ อยู่ภายในบริเวณฟาร์ม เช่น แมว และ สุนัข
2.และหลังจากนั้นก็จะมีการประเมินผลการควบคุมสัตว์พาหะ และ การวิเคราะห์ทุกเดือน ว่าระบบการควบคุมสัตว์พาหะภายในฟาร์มไก่ มีการจัดการที่ได้ผลหรือไม่
การจัดการน้ำ
น้ำที่ใช้ในฟาร์มจะมีการจัดการแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้น้ำสะอาด โดยมีการ
ป้องกันการปนเปื้อนมูลสัตว์หรือน้ำเสียจากโรงเรือนหรือบ้านพักและให้ห่างจากโรงฆ่าสัตว์หรือโรงงานอุตสาหกรรม และไม่มีสัตว์ปีกอื่นๆ หรือนกอพยพมาอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งข้อกำหนดของการจัดการน้ำใช้ภายในฟาร์มนั้น จะมีดังนี้
1. คุณภาพน้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม จะมีการควบคุมให้ได้มาตรฐานน้ำใช้ โดยมีแผนการส่งตัว
อย่างน้ำตรวจทางจุลชีววิทยา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จากห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ จะต้องมีการควบคุมให้มีระดับคลอรีนอิสระ ในน้ำที่ไก่กินอยู่ในช่วง 1 - 3 ppm โดยประมาณ โดยมีช่วงเวลาสำหรับการพักน้ำหลังจากการเติมคลอรีนแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนนำไปใช้
2. น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ต้องอยู่ในภาชนะปิดมิดชิด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ
จากสิ่งแวดล้อม
3. น้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม จะต้องมาจากแหล่งน้ำที่สะอาด มีการจัดการดูแลแหล่งน้ำอย่าง
ต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น ไม่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์พาหะ หรือนกย้ายถิ่น
การจัดการสิ่งแวดล้อม
1.มูลไก่ หรือวัสดุรองพื้น ให้เคลื่อนย้ายด้วยรถขนส่งที่ปิดคลุมอย่างมิดชิด กำจัดเศษวัสดุรองพื้นระหว่างการเลี้ยง โดยการเผา หรือฝังทำลาย แต่กรณีปลดไก่ให้ทำการกำจัดมูลไก่พร้อมวัสดุรองพื้นออกจากฟาร์มโดยเร็ว โดยการนำออกนอกฟาร์มให้ไกล และให้พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โรงสเปรย์ก่อน และให้พ่นให้เปียกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีฝุ่นฟุ้งกระจายสู่สิ่งแวดล้อม และให้ใช้ผ้าคลุมให้มิดชิดเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายไปปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม
2.น้ำที่ใช้ล้างโรงเรือนและอุปกรณ์ ให้มีการบำบัดให้เหมาะสมก่อนการปล่อยลงสู่แหล่ง น้ำสาธารณะ
3.มีพื้นที่เฉพาะเพื่อรองรับน้ำที่ใช้ล้างโรงเรือน และอุปกรณ์ไม่ให้น้ำกระจายไปทั่วฟาร์ม
4.การกำจัดขยะมูลฝอย ให้มีการรวบรวมไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และนำไปกำจัดด้วยวิธีที่เหมาะสม ซึ่งขยะมูลฝอยจะมีการนำไปเผาที่เดียวกันกับที่เผาซากไก่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บทสรุป
ในส่วนของระสุขศาสตร์ป้องกันโรคภายในฟาร์ม มักจะเกี่ยวข้องกับระบบการสุขาภิบาลภายในฟาร์มด้วย (sanitation management) โดยมากจะเกี่ยวข้องกับการใช้ยาฆ่าเชื้อให้มีประสิทธิผลสูงที่สุด ทั้งนี้จุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อที่จะใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคไม่ให้เข้าฟาร์ม โดยยาฆ่าเชื้อที่ใช้ก็จะต้องเป็นยาฆ่าเชื้อที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่าใช้ได้ผล และมีระยะเวลาของการสัมผัสเชื้อนานเพียงพอให้เกิดประสิทธิผลตลอดจนมีความเข้มงวดตรวจสอบให้เกิดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และถูกต้องอยู่เสมอ
ในฟาร์มไก่ประกันจะมีจุดต่าง ๆ ที่ต้องมีการใช้ยาฆ่าเชื้อหลายๆจุดด้วยกัน ทั้งในส่วนของฟาร์ม และในโรงเรือนเลี้ยงไก่ โดยมีจุดต่าง ๆ ดังนี้
1. จุดพ่นยาเพื่อฆ่าเชื้อยานพาหนะหน้าฟาร์มหรือโรงสเปรย์หน้าฟาร์ม จะใช้ยาฆ่าเชื้อในรูปที่ผสมกันระหว่าง Quatemary ammounium compound 10% และ Glutaraldehyde 10% ในอัตราการใช้ 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร
2. บ่อน้ำยาจุ่มฆ่าเชื้อล้อรถยนต์ จะใช้ยาฆ่าเชื้อในรูปที่ผสมกันระหว่าง Quatemary ammounium compound 10% และ Glutaraldehyde 10% ในอัตราการใช้ 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร และเปลี่ยนทุกวัน ขึ้นอยู่กับความสะอาดของน้ำยาฆ่าเชื้อในบ่อ
3. จุดผ่านสเปรย์ยาฆ่าเชื้อบุคคลหลังถอดเสื้อผ้า ก่อนอาบน้ำ จะใช้ยาฆ่าเชื้อ Benzachlonium chloride 10% ในอัตราส่วน 1 ลิตร : น้ำ 200 ลิตร
4. จุดพ่นสเปรย์บุคคล หรือ Pre-room จะใช้กลุ่ม Benzachlonium chloride 10% ในอัตราส่วน 1 ลิตร : น้ำ 200 ลิตร พ่นเป็นฝอย
5. การฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ สิ่งของ ที่นำเข้าสู่พื้นที่ภายในบริเวณฟาร์ม หรือ เข้าไปในโรงเรือนจะใช้การรมควันด้วยแก๊สฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde gas) โดยใช้ ด่างทับทิม (potassium permanganate) 20 กรัม แล้วเทน้ำฟอร์มาลีน 40% จำนวน 40 มิลลิลิตร ต่อปริมาตรของอากาศ 100 ลูกบาศก์ฟุต ทิ้งไว้ให้เกิดปฏิกิริยาและฆ่าเชื้อเป็นเวลา 20 นาที
6. การฆ่าเชื้อที่ปนเปื้อนไปกับรองเท้าบู๊ท (boot) ที่จะใส่เข้าในโรงเรือน โดยใช้ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Quatemary ammounium compound 10% ร่วมกับ Glutaradehyde 10% ในอัตราส่วนความเข้มข้น 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร
7. การล้างมือก่อนและหลังการเข้าไปในโรงเรือนแต่ละหลัง จะใช้สบู่ล้างมือ และฆ่าเชื้อด้วย แอลกอฮอร์ ที่มืออีกครั้งหนึ่ง
สารเคมีที่ใช้
ชื่อสารเคมี
สารออกฤทธิ์
อัตราส่วน
วัตถุประสงค์
AV-Clean
Quaternary ammonium Compound + Glutaraldehyde
1:100
ฆ่าเชื้อรถ
ฆ่าเชื้อล้อรถ
AV-Clean
Quaternary ammonium Compound + Glutaraldehyde
1:100
ฆ่าเชื้อรถ
หรือยานพาหนะที่ใช้ในโครงการไก่เนื้อ
Quazanium/
Foamy Gold
Quaternary ammonium Compound
1:200
ฆ่าเชื้อรถ
ฆ่าเชื้อล้อรถ
Formalin
Formaldehyde
1: -100
ฆ่าเชื้อล้อรถ
Quazanium
Quaternary ammonium Compound
1: 500
ฆ่าเชื้อแผ่นรองเท้ารถ
และภายในห้องโดยสารรถ
Fumigation
ด่างทับทิม20 g.+Fumalin 40 cc.
1X
อบรมควันฆ่าเชื้อ
หลักเกณฑ์การใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง
1. ยาฆ่าเชื้อต้องสัมผัสตัวเชื้อโรค เช่น พื้นที่จะฆ่าเชื้อจะต้องมีการทำความสะอาดก่อนที่จะใช้ยาฆ่าเชื้อ ตลอดจนการเลือกชนิดและคำนึงปริมาณสารอินทรีย์บริเวณที่จะใช้ด้วย
2. ความเข้มข้นของยาฆ่าเชื้อต้องได้ตามกำหนด ทุกจุดที่ใช้ยาฆ่าเชื้อ จะต้องมีอุปกรณ์หรือภาชนะที่ใช้สำหรับชั่ง ตวง วัด ทั้งปริมาณน้ำและปริมาณยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้ได้ความเข้มข้นตามกำหนด
3. ระยะเวลาที่ยาฆ่าเชื้อสัมผัสเชื้อ (Contact time) จะต้องเหมาะสมตามชนิดของยาฆ่าเชื้อที่ใช้โดยทั่วไปภายในฟาร์ม แนะนำให้ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนล้างยาฆ่าเชื้อออก
4. อุณหภูมิและความชื้นที่ใช้จะต้องเหมาะสม เช่น การรมควันต้องใช้อุณหภูมิ > 21 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ > 75 เปอร์เซ็นต์
5. การเก็บรักษายาฆ่าเชื้อตลอดจนภาชนะในยาฆ่าเชื้อ ต้องเหมาะสมมีฝาปิด กันแดดฝนได้เพื่อป้องกันยาฆ่าเชื้อเสื่อมคุณภาพ
6.ต้องมีการบันทึกการใช้ยาฆ่าเชื้อการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอทุกจุดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสม่ำเสมอสูง
เอกสารอ้างอิง
1. คู่มือระบบ Compartment ของบริษัทสหฟาร์ม และบริษัทในเครือ
2. คู่มือระบบ มาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อ ของกรมปศุสัตว์ ประเทศไทย
3. คู่มือระบบ สวัสดิภาพสัตว์ สำหรับฟาร์มไก่เนื้อ ของกรมปศุสัตว์
( Biosecurity systems of Broiler farms )
เรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
นายสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มไก่ประกัน
สาขาชัยนาท และ สาขาบึงสามพัน บริษัทสหฟาร์มและบริษัทในครือ
ประจำเดือน มีนาคม 2552
ระบบการป้องกันโรค และ การสุขาภิบาลภายในฟาร์ม
ระบบการป้องกันโรค (biosecurity system) หมายถึง การป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่สามารถก่อปัญหาการติดเชื้อหรือเกิดโรคต่อไก่บริเวณฟาร์มที่เราเลี้ยงดูอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคที่เป็นปัญหาในฟาร์มไก่เนื้อ ก็จะแบ่งออกได้ดัง
1.เชื้อไวรัส (virus) เช่น นิวคลาสเซิล (Newcastle) หลอดลมอักเสบ (infectious Brochitis) กัมโบโร (infectious) ฯลฯ
2.เชื้อแบคทีเรีย (bacteria) เช่น อี โค ไล (E.coil) ซัลโมเนลล่า (Salmonella) คลอสตริเดียม (Clostridium) แคมไพโลแบคเทอร์ (Campylobacter) ฯลฯ
3.เชื้อโปรโตซัว (protozoa) เช่น บิด (coccidial) ฮีสโตโมเนส (hittomonas) คลิปโตสปอริเดี่ยม (cryptosporidium) ฯลฯ
4.เชื้อพยาธิ (helminth) เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิตัวแบน พยาธิไส้ตัน ฯลฯ
เชื้อโรคนั้นสามารถเข้ามาในฟาร์มได้ 3 ทาง คือ ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน จะแยกแยะทางที่เชื้อโรคเข้ามาในฟาร์มออกเป็นกลุ่ม ๆ ดังต่อไปนี้
1.เชื้อโรคเข้ามากับแหล่งของวัตถุดิบที่เข้ามาในฟาร์ม ประกอบด้วย
1. น้ำที่ใช้ในฟาร์ม (water contamination)
2. วัสดุรองพื้นแกลบ (litter contamination)
3. อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในโรงเรือน (epuipmentcontamination)
4. ลูกไก่ (day old chick contamination)
5. สารบางอย่างที่ไม่ใช้ ยา วิตามิน และเกลือแร่
6. อาหารสัตว์ (feed contamination)
2.เชื้อโรคเข้ามากับยานพาหนะ ที่เข้ามาในฟาร์มหรือโรงเรือน
1. รถเจ้าของฟาร์ม
2. รถแขกที่จะเข้ามาเยี่ยมฟาร์ม
3. รถขนมูลไก่
4. รถขนส่งลูกไก่
5. รถขนส่งไก่ใหญ่
6. รถขนส่งอาหารสัตว์
7. รถของพนักงานส่งเสริม
3.เชื้อโรคเข้ามาในฟาร์มหรือโรงเรือน ผ่านทางบุคคล
1. คนเลี้ยงไก่
2. เจ้าของฟาร์มไก่
3. แขกที่มาเยี่ยมฟาร์ม
4. พนักงานส่งเสริม
4.เชื้อโรคเข้าในฟาร์มหรือโรงเรือนผ่านทางตัวสัตว์พาหะ โดยมีสัตว์พาหะที่มีความสำคัญดังนี้
1. นกทั่วๆ ไป ตามธรรมชาติ
2. หนู สุนัข แมว หรือ สัตว์ฟันแทะทุกชนิด
3. สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือ ฯลฯ
4. แมลง เช่น แลงวัน แมลงปีกแข็ง ฯลฯ
5.เชื้อโรคเข้ามาพร้อมฝุ่น หรือ อากาศที่พัดเข้า – ออก ภายในฟาร์ม หรือที่เรียกว่า Air born ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถนำพาเชื้อที่ก่อโรคมาสู่ไก่ภายในฟาร์มได้
สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคของฟาร์ม
ลักษณะทั่วไปของฟาร์ม
1.ทำเลที่ตั้งฟาร์ม
1.จะต้องไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก เช่น มีนกอพยพ หรือ สัตว์ปีกป่า จำนวนมาก และไม่มีการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง หรือไม่เลี้ยงไก่พื้นเมืองชุกชุม ห่างจากฟาร์มสุกร และถนนสายหลัก
2.จะต้อง มีรั้วรอบขอบชิด ตั้งห่างจากฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์ สถานที่ฟักสัตว์ปีก โรงฆ่า ตลาดนัดค้าสัตว์ปีก และโรงงานอาหารสัตว์
3. สถานที่ และตำแหน่ง ของฟาร์ม จะต้องตั้งอยู่ในทําเลที่มีแหล่งน้ำสะอาด อย่างเพียงพอ
4.จะต้องได้รับอนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2.ลักษณะของฟาร์ม และ ผังฟาร์ม
1.มีขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมกับจำนวนของโรงเรือนภายในคอมพาทร์เมนต์ และมีการวางฝังฟาร์มที่เหมาะสม
2.มีการจัดแบ่งพื้นที่ที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน และปริมาณการผลิต โดยมีแผนผัง แสดงที่พักอาศัย สํานักงาน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ ที่เก็บอาหาร โรงเก็บอุปกรณ์ แหล่งน้ำ และพื้นที่ทําลายซากสัตว์ ที่แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
3.มีขอบเขตรอบฟาร์มที่ชัดเจน มีรั้วรอบขอบชิด และมีการตัดต้นไม้บริเวณฟาร์มให้สั้น สะอาด เพื่อป้องกันสัตว์พาหะต่างๆไม่ให้เข้าไปภายในฟาร์ม หรือโรงเรือน
4.มีจำนวนของไก่เนื้อที่เหมาะสมกับจำนวนของโรงเรือน และขนาดของฟาร์มไก่เนื้อ
5.มีระยะห่างระหว่างโรงเรือน เลี้ยงไก่ แต่ละโรงเรือน ประมาณ 30 เมตร
6.ประตูทางเข้าฟาร์มสามารถปิดล็อกได้ ตลอดเวลา
7.มีบริเวณจอดรถ สำหรับยานพาหนะที่ใช้ภายในฟาร์มแยกเป็นสัดส่วน และมีที่จอดรถสำหรับจอดยานพาหนะของบุคคลภายนอก หรือพนักงานส่งเสริม และห่างจากโรงเรือนไก่เนื้ออย่างน้อย 30 เมตร
8.มีพื้นที่สำหรับพ่นยาฆ่าเชื้อ ยานพาหนะก่อนเข้าเขตฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยแต่ละฟาร์ม จะมีพื้นที่ในการทำความสะอาดยานพาหนะก่อนเข้าฟาร์มทุกครั้ง
9.มีห้องสำหรับฆ่าเชื้อ อาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนชุดที่ทางฟาร์มจัดไว้ให้ ก่อนเข้าเขตฟาร์มเลี้ยงไก่
10.มีบริเวณกำจัดซากไก่ตาย และสิ่งปฏิกูล ขยะต่างๆ ห่างจากโรงเรือนเลี้ยงไก่ ประมาณ 300 เมตร
11.มีสถานที่สำหรับฆ่าเชื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อนนำเข้าเขตฟาร์มเลี้ยงไก่ ที่เป็นมาตรฐาน โดยอุปกรณ์การเลี้ยงไก่ภายในฟาร์ม หรืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ที่ใช้ภายในฟาร์มอาจจะฆ่าเชื้อโดยการพ่นสเปรย์ด้วยยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กหรือเป็นของบุคคลที่จะมีการนำเข้าไปใช้ภายในฟาร์ม ให้มีการฆ่าเชื้อโดยการอบรมควันฆ่าเชื้อ ในตู้อบรมควันของฟาร์ม ก่อนเข้าฟาร์ม
12.ภายในฟาร์มจะมีป้ายแสดงสถานะ และจุดบ่งชี้อันตรายต่างๆ เช่น ระบุตำแหน่งของโรงเรือน ระบุตำแหน่งของโรงเก็บอาหาร ระบุตำแหน่งของ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบุตำแหน่งของโรงอาหาร หรือ ระบุทางหนีไฟภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เป็นต้น
13.บริเวณด้านหน้าของโรงเรือนเลี้ยงไก่แต่ละโรงเรือน จะต้องมีล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อทุกวัน
14.ถนนภายในฟาร์ม จะต้องให้ใช้งานได้ดีทุกฤดูกาล ง่ายต่อการทำความสะอาด ไม่มีน้ำท่วมขัง และระบายน้ำได้ดี
3.ลักษณะของโรงเรือน
1.เป็นโรงเรือนระบบปิด และมีการออกแบบให้เหมาะสมกับการเลี้ยงไก่เนื้อ
2.ใช้วัสดุที่มีความคงทน แข็งแรง และทำความสะอาดง่าย และถูกต้องตามข้อกำหนดของ ระเบียบสวัสดิภาพสัตว์
3.เป็นโรงเรือนระบบปิด ที่สามารถที่จะป้องกันสัตว์ปีกชนิดต่างๆ และสัตว์พาหะชนิดต่างๆ ไม่ให้มีการเข้าไปภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ได้
4.ทางเข้า – ออกโรงเรือน มีการรักษาความสะอาด และฆ่าเชื้อทุกวัน
4.โรงเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในฟาร์ม
โรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อ จะต้องเป็นโรงเรือนระบบปิด ให้ความเย็นโดยอากาศถูกดูดผ่านระบบน้ำแผ่นรังผึ้ง ภายในโรงเรือนสร้างด้วยวัสดุที่คงทน สามารถทําความสะอาด และฆ่าเชื้อได้ง่าย มีขนาดเหมาะสมกับจำนวนไก่เนื้อที่เข้าเลี้ยงตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และสามารถป้องกันสัตว์พาหะไม่ให้เข้าไปในโรงเรือนได้
สิ่งอำนวยความสะดวก และจำนวนอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นขั้นต่ำสำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อภาย
ในฟาร์ม มีดังนี้
1. ในแต่ละโรงเรือน มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสําหรับจุ่มรองเท้า และมีอ่างล้างมือ และสบู่ และแอลกอฮอล์ สำหรับสเปรย์ฆ่าเชื้อมือ ที่บริเวณทางเข้าโรงเรือนทุกโรงเรือน
2. มีอ่างล้างมือ และสบู่หน้าห้องน้ำ และสถานที่รับประทานอาหาร และมีการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้ง
3. มีระบบควบคุมความเร็วลม แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และแก็ส ไม่ให้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ยึดตามหลักการของระบบ Animal welfare
4. มีขนาดภาชนะเก็บกักน้ำสำรองได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงสำหรับไก่เนื้อภายในฟาร์ม และมีฝาปิดมิดชิด
5. มีระบบการฆ่าเชื้อน้ำที่ใช้ใน Cooling Pad โดยใช้น้ำที่มีคลอรีนประมาณ 1-3 ppm.
6. มีระบบ ไฟฟ้าฉุกเฉิน (เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง) กรณีไฟฟ้าดับ
7. อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อ ภายในฟาร์ม จะมีการจัดการให้เหมาะสมตามระบบ Animal welfare สำหรับไก่เนื้อ และระบบมาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อ ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์
การจัดการฟาร์ม
1. การจัดการโรงเรือนและอุปกรณ์
1.หลังการจับไก่เนื้อออกจากโรงเรือนแล้ว ให้ปิดประตูโรงเรือนจนกว่าจะเริ่มเก็บวัสดุรองพื้น อุปกรณ์ต่างๆ ออกจากโรงเรือน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ก่อนใช้ครั้งต่อไป
2.ทางเข้า – ออกโรงเรือน จะมีการจัดเตรียมอ่างจุ่มเท้าเอาไว้ให้พร้อม โดยในหนึ่งโรงเรือนให้มีอ่างจุ่มเท้า ทั้งหมด 3 อ่าง โดยจะมีอ่างน้ำเปล่า 1 อ่าง และอ่างน้ำยาฆ่าเชื้ออีก 2 อ่าง และจะมีการเตรียมรองเท้าบูซไว้เปลี่ยนในแต่ละโรงเรือนด้วย
3.อ่างจุ่มเท้า มีขนาดใหญ่ที่พอเหมาะต่อการใช้งาน และตั้งเอาไว้ในที่ร่ม ไม่ให้โดนแสงแดด
4.ทางเข้า-ออกโรงเรือน ได้มีการจัดเตรียม แปรง และสารทำความสะอาด สำหรับทำความสะอาดรองเท้า ก่อนจุ่มเท้าในอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจะใช้ยาฆ่าเชื้อ AV-CLEAN. อัตราส่วน 1 : 100 ใช้จุ่มเท้าฆ่าเชื้อ และนอกจากนี้ แขกที่เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มให้เตรียมรองเท้าไว้เปลี่ยนก่อนเข้าในแต่ละโรงเรือนด้วย
5.ก่อนเข้าโรงเรือน ทุกคนจะต้องมีการล้างมือด้วยสบู่ ให้สะอาด และพ่นฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้ง
6.ยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในอ่างจุ่มเท้า จะมีการเปลี่ยนอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หรือให้มีการเปลี่ยนทุกครั้งที่อ่างจุ่มเท้าสกปรก เพื่อให้ยาฆ่าเชื้อมีประสิทธิภาพ สูงสุด
7.มูลของไก่เนื้อ หรือวัสดุรองพื้นไม่ให้เก็บไว้ในบริเวณฟาร์ม และจะต้องทำการบำบัด ด้วยการพ่นยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์ม โดยให้พ่นยาฆ่าเชื้อที่บริเวณโรงสเปรย์ฟาร์มก่อนการเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์ม และเคลื่อนย้ายด้วยรถขนส่งที่มีผ้าคลุมอย่างมิดชิด หรือทำการพ่นยาฆ่าเชื้อที่มูลไก่ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้มูลไก่เกิดการฟุ้งกระจายไปสู่สิ่งแวดล้อม
8.มูลของไก่เนื้อ หรือ วัสดุรองพื้นที่ใช้แล้วในการเลี้ยงไก่รุ่นที่ผ่านมา ไม่ให้เก็บเอาไว้ภายในฟาร์ม และไม่ให้นำสิ่งรองนอนใหม่เข้าไปภายในโรงเรือนไก่เนื้อ ก่อนที่จะมีการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค เสร็จเรียบร้อยแล้ว
9.ล้างทําความสะอาด ฆ่าเชื้อโรงเรือนและอุปกรณ์ ก่อนนำไก่เนื้อชุดใหม่เข้าเลี้ยง และหลังจากฆ่าเชื้อโรคภายในโรงเรือนเสร็จแล้ว ให้ปิดประตู พักโรงเรือน อย่างน้อย 14 วัน หลังจากพ่นยาฆ่าเชื้อโรคโรงเรือนครั้งที่ 1 แล้ว
10.อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำความสะอาด จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ชำรุด
11.มีการจัดแบ่งพื้นที่ภายในโรงเรือนให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน และถูกสุขลักษณะ
12.หลังการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคโรงเรือนไก่เนื้อแล้ว ให้ทำการปิดประตูโรงเรือนให้สนิท และถ้าโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อไม่แห้งเนื่องจากการพ่นยาฆ่าเชื้อ ให้เปิดพัดลมระบายอากาศเพื่อให้พื้นโรงเรือนแห้ง
13.อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำเข้ามาในเขตฟาร์ม ให้ทำการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเสมอ
14.ชุดปฏิบัติงานไม่ให้นำออกนอกฟาร์ม หลังการใช้งานทุกครั้ง จะต้องซักล้างชุดปฏิบัติงานให้สะอาด และฆ่าเชื้อโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง
2. การจัดการบริเวณรอบโรงเรือน
1.ไม่ให้มีโค กระบือ และสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ และสัตว์ปีกชนิดอื่นๆ (ไก่ เป็ด ห่าน นกกระจอกเทศ นกสวยงาม และนกอื่นๆ) เข้ามาภายในฟาร์ม
2. บริเวณภายในฟาร์มจะตัดหญ้าให้สั้น และบริเวณโดยรอบโรงเรือนจะตัดหญ้าให้โล่งเตียนในระยะ อย่างน้อย 3 เมตร และไม่มีขยะเพื่อไม่ไห้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ฟันแทะ
3.ต้นไม้หรือพุ่มไม้จะไม่ปลูกชิดติดโรงเรือน ถ้ามีก็จะตัดให้เตี้ย หรือโปร่งโล่ง เพื่อไม่ไห้เป็นที่อยู่ของสัตว์ปีกต่างๆ ภายในฟาร์ม
การจัดการยานพาหนะ
1.ประตูทางเข้า-ออกฟาร์ม จะต้องปิดตลอดเวลา สามารถเปิดให้เข้าได้เมื่อทราบจุดประสงค์ และได้รับอนุญาตจากผู้รับผิดชอบ และมีบันทึกรายละเอียด วัน-เวลา การเข้า – ออกทุกครั้ง
2.มีการแยกยานพาหนะที่ใช้ภายใน กับยานพาหนะที่ใช้ภายนอกฟาร์ม อย่างชัดเจน
3.ยานพาหนะทุกชนิดที่เข้ามาปฏิบัติงานภายในฟาร์มไก่เนื้อ ให้มีการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อให้ทั่ว รวมทั้งแผ่นรองพื้นภายในยานพาหนะ
4.จอดยานพาหนะในสถานที่ที่ฟาร์มกำหนดไว้ให้ และให้ห่างจากโรงเรือนมากกว่า 30 เมตร
5.ยานพาหนะที่เข้าเขตฟาร์มไก่ ให้ผ่านการสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคภายนอกอย่างทั่วถึง ที่โรงสปรย์ฟาร์ม ก่อนทุกครั้ง
การจัดการด้านอาหารสัตว์
แหล่งที่มาของอาหารสัตว์จะมาจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) จากกรมปศุสัตว์
1.มีภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาดเป็นรถเบาท์หรือถังบรรจุอาหารสัตว์ และขั้นตอนการขนส่งอาหารที่มิดชิดถูกต้องตามสุขอนามัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนระหว่างทาง
2.กรณีมีความจำเป็นต้องขนส่งอาหารสัตว์แบบบรรจุถุงหรือกระสอบ ไม่ให้นำภาชนะบรรจุเหล่านั้นกลับมาใช้บรรจุอาหารสัตว์อีกครั้ง
3.รถขนส่งอาหารสัตว์ ก่อนบรรทุกอาหารสัตว์ ให้มีการทำความสะอาดและทำการตรวจสอบทุกครั้ง
4.ภาชนะที่บรรจุอาหารสัตว์ที่ใช้แล้ว จะไม่อนุญาตให้นำกลับมาใช้ในการบรรจุอาหารสัตว์อีกครั้ง อย่างเช่น ถุงอาหาร กระสอบอาหาร เป็นต้น
5.อาหารที่หกหล่นให้รีบทำความสะอาดทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์พาหะ
6.หลีกเลี่ยงการนำอาหารสัตว์จากฟาร์มหนึ่งข้ามไปอีกฟาร์มหนึ่ง
7.มีการกำหนดเส้นทาง ระยะทาง และระยะเวลาในการขนส่งจากโรงงานอาหารสัตว์ ไปฟาร์มให้ชัดเจน
การจัดการบุคลากร
การจัดการบุคคลกร และผู้เยี่ยมฟาร์ม จะต้องปฏิบัติดังนี
1.บุคลากรและผู้เยี่ยมชมที่มีการสัมผัสสัตว์ปีกหรือพบปะกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกต่างๆขณะอยู่นอกฟาร์ม ต้องพักตัวอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนกลับเข้าทำงานในฟาร์ม
2.บุคลากรและผู้เยี่ยมชมที่มาจากพื้นที่ภายนอกที่ไม่มีการระบาดของโรค ในสภาวะปกติ ให้เดินผ่านละอองสเปรย์ฆ่าเชื้อหน้าโครงการหรือฟาร์ม และพักตัวในพื้นที่ของฟาร์ม ก่อนเข้าไปในฟาร์มไก่เนื้ออย่างน้อย 12 ชั่วโมง
3.อาการเจ็บป่วย เช่น มีการป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ไม่อนุญาตให้เข้าฟาร์ม
4.การปฏิบัติเมื่อเข้าเขตพื้นที่การเลี้ยงไก่ ให้อาบน้ำ สระผม สวมเสื้อผ้า หมวกคลุมผมผ้าปิดปาก และรองเท้าที่ฟาร์มจัดเตรียมไว้ให้
5.บุคลากรภายในฟาร์ม ไม่ให้ทำงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขายสัตว์ปีก การชำแหละหรือตัดแต่งซากสัตว์ปีก และจะกำหนดเงื่อนไขการจ้างงาน
6.บุคลากรภายในฟาร์ม ไม่ให้ไปในที่ที่มีสัตว์ปีกต่างๆหรือสุกรอยู่ ไม่ให้เลี้ยงนกหรือสัตว์ปีกอื่นๆภายในฟาร์มด้วย และเมื่อทำงานในฟาร์มใดๆให้พักอาศัยอยู่ในฟาร์มนั้นๆ
7.พนักงานจับไก่เนื้อ ให้มีความระมัดระวังในระหว่างปฏิบัติงานและไม่เข้าไปในบริเวณ
โรงเรือน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
การควบคุมสัตว์พาหะ
1. แผนการควบคุมสัตว์พาหะ ทางฟาร์มจะต้องมีการตรวจติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น นก หนู แมลง ซึ่งจะมีการทำความสะอาด กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์พาหะ เช่น วัชพืชรอบโรงเรือน พื้นที่ที่เป็นอาหารสัตว์ปีกต่างๆ เศษอาหารที่ตกหล่น สิ่งปฏิกูลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และไม่ให้มีสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ อยู่ภายในบริเวณฟาร์ม เช่น แมว และ สุนัข
2.และหลังจากนั้นก็จะมีการประเมินผลการควบคุมสัตว์พาหะ และ การวิเคราะห์ทุกเดือน ว่าระบบการควบคุมสัตว์พาหะภายในฟาร์มไก่ มีการจัดการที่ได้ผลหรือไม่
การจัดการน้ำ
น้ำที่ใช้ในฟาร์มจะมีการจัดการแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้น้ำสะอาด โดยมีการ
ป้องกันการปนเปื้อนมูลสัตว์หรือน้ำเสียจากโรงเรือนหรือบ้านพักและให้ห่างจากโรงฆ่าสัตว์หรือโรงงานอุตสาหกรรม และไม่มีสัตว์ปีกอื่นๆ หรือนกอพยพมาอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งข้อกำหนดของการจัดการน้ำใช้ภายในฟาร์มนั้น จะมีดังนี้
1. คุณภาพน้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม จะมีการควบคุมให้ได้มาตรฐานน้ำใช้ โดยมีแผนการส่งตัว
อย่างน้ำตรวจทางจุลชีววิทยา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จากห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ จะต้องมีการควบคุมให้มีระดับคลอรีนอิสระ ในน้ำที่ไก่กินอยู่ในช่วง 1 - 3 ppm โดยประมาณ โดยมีช่วงเวลาสำหรับการพักน้ำหลังจากการเติมคลอรีนแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนนำไปใช้
2. น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ต้องอยู่ในภาชนะปิดมิดชิด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ
จากสิ่งแวดล้อม
3. น้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม จะต้องมาจากแหล่งน้ำที่สะอาด มีการจัดการดูแลแหล่งน้ำอย่าง
ต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น ไม่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์พาหะ หรือนกย้ายถิ่น
การจัดการสิ่งแวดล้อม
1.มูลไก่ หรือวัสดุรองพื้น ให้เคลื่อนย้ายด้วยรถขนส่งที่ปิดคลุมอย่างมิดชิด กำจัดเศษวัสดุรองพื้นระหว่างการเลี้ยง โดยการเผา หรือฝังทำลาย แต่กรณีปลดไก่ให้ทำการกำจัดมูลไก่พร้อมวัสดุรองพื้นออกจากฟาร์มโดยเร็ว โดยการนำออกนอกฟาร์มให้ไกล และให้พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โรงสเปรย์ก่อน และให้พ่นให้เปียกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีฝุ่นฟุ้งกระจายสู่สิ่งแวดล้อม และให้ใช้ผ้าคลุมให้มิดชิดเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายไปปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม
2.น้ำที่ใช้ล้างโรงเรือนและอุปกรณ์ ให้มีการบำบัดให้เหมาะสมก่อนการปล่อยลงสู่แหล่ง น้ำสาธารณะ
3.มีพื้นที่เฉพาะเพื่อรองรับน้ำที่ใช้ล้างโรงเรือน และอุปกรณ์ไม่ให้น้ำกระจายไปทั่วฟาร์ม
4.การกำจัดขยะมูลฝอย ให้มีการรวบรวมไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และนำไปกำจัดด้วยวิธีที่เหมาะสม ซึ่งขยะมูลฝอยจะมีการนำไปเผาที่เดียวกันกับที่เผาซากไก่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บทสรุป
ในส่วนของระสุขศาสตร์ป้องกันโรคภายในฟาร์ม มักจะเกี่ยวข้องกับระบบการสุขาภิบาลภายในฟาร์มด้วย (sanitation management) โดยมากจะเกี่ยวข้องกับการใช้ยาฆ่าเชื้อให้มีประสิทธิผลสูงที่สุด ทั้งนี้จุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อที่จะใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคไม่ให้เข้าฟาร์ม โดยยาฆ่าเชื้อที่ใช้ก็จะต้องเป็นยาฆ่าเชื้อที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่าใช้ได้ผล และมีระยะเวลาของการสัมผัสเชื้อนานเพียงพอให้เกิดประสิทธิผลตลอดจนมีความเข้มงวดตรวจสอบให้เกิดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และถูกต้องอยู่เสมอ
ในฟาร์มไก่ประกันจะมีจุดต่าง ๆ ที่ต้องมีการใช้ยาฆ่าเชื้อหลายๆจุดด้วยกัน ทั้งในส่วนของฟาร์ม และในโรงเรือนเลี้ยงไก่ โดยมีจุดต่าง ๆ ดังนี้
1. จุดพ่นยาเพื่อฆ่าเชื้อยานพาหนะหน้าฟาร์มหรือโรงสเปรย์หน้าฟาร์ม จะใช้ยาฆ่าเชื้อในรูปที่ผสมกันระหว่าง Quatemary ammounium compound 10% และ Glutaraldehyde 10% ในอัตราการใช้ 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร
2. บ่อน้ำยาจุ่มฆ่าเชื้อล้อรถยนต์ จะใช้ยาฆ่าเชื้อในรูปที่ผสมกันระหว่าง Quatemary ammounium compound 10% และ Glutaraldehyde 10% ในอัตราการใช้ 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร และเปลี่ยนทุกวัน ขึ้นอยู่กับความสะอาดของน้ำยาฆ่าเชื้อในบ่อ
3. จุดผ่านสเปรย์ยาฆ่าเชื้อบุคคลหลังถอดเสื้อผ้า ก่อนอาบน้ำ จะใช้ยาฆ่าเชื้อ Benzachlonium chloride 10% ในอัตราส่วน 1 ลิตร : น้ำ 200 ลิตร
4. จุดพ่นสเปรย์บุคคล หรือ Pre-room จะใช้กลุ่ม Benzachlonium chloride 10% ในอัตราส่วน 1 ลิตร : น้ำ 200 ลิตร พ่นเป็นฝอย
5. การฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ สิ่งของ ที่นำเข้าสู่พื้นที่ภายในบริเวณฟาร์ม หรือ เข้าไปในโรงเรือนจะใช้การรมควันด้วยแก๊สฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde gas) โดยใช้ ด่างทับทิม (potassium permanganate) 20 กรัม แล้วเทน้ำฟอร์มาลีน 40% จำนวน 40 มิลลิลิตร ต่อปริมาตรของอากาศ 100 ลูกบาศก์ฟุต ทิ้งไว้ให้เกิดปฏิกิริยาและฆ่าเชื้อเป็นเวลา 20 นาที
6. การฆ่าเชื้อที่ปนเปื้อนไปกับรองเท้าบู๊ท (boot) ที่จะใส่เข้าในโรงเรือน โดยใช้ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Quatemary ammounium compound 10% ร่วมกับ Glutaradehyde 10% ในอัตราส่วนความเข้มข้น 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร
7. การล้างมือก่อนและหลังการเข้าไปในโรงเรือนแต่ละหลัง จะใช้สบู่ล้างมือ และฆ่าเชื้อด้วย แอลกอฮอร์ ที่มืออีกครั้งหนึ่ง
สารเคมีที่ใช้
ชื่อสารเคมี
สารออกฤทธิ์
อัตราส่วน
วัตถุประสงค์
AV-Clean
Quaternary ammonium Compound + Glutaraldehyde
1:100
ฆ่าเชื้อรถ
ฆ่าเชื้อล้อรถ
AV-Clean
Quaternary ammonium Compound + Glutaraldehyde
1:100
ฆ่าเชื้อรถ
หรือยานพาหนะที่ใช้ในโครงการไก่เนื้อ
Quazanium/
Foamy Gold
Quaternary ammonium Compound
1:200
ฆ่าเชื้อรถ
ฆ่าเชื้อล้อรถ
Formalin
Formaldehyde
1: -100
ฆ่าเชื้อล้อรถ
Quazanium
Quaternary ammonium Compound
1: 500
ฆ่าเชื้อแผ่นรองเท้ารถ
และภายในห้องโดยสารรถ
Fumigation
ด่างทับทิม20 g.+Fumalin 40 cc.
1X
อบรมควันฆ่าเชื้อ
หลักเกณฑ์การใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง
1. ยาฆ่าเชื้อต้องสัมผัสตัวเชื้อโรค เช่น พื้นที่จะฆ่าเชื้อจะต้องมีการทำความสะอาดก่อนที่จะใช้ยาฆ่าเชื้อ ตลอดจนการเลือกชนิดและคำนึงปริมาณสารอินทรีย์บริเวณที่จะใช้ด้วย
2. ความเข้มข้นของยาฆ่าเชื้อต้องได้ตามกำหนด ทุกจุดที่ใช้ยาฆ่าเชื้อ จะต้องมีอุปกรณ์หรือภาชนะที่ใช้สำหรับชั่ง ตวง วัด ทั้งปริมาณน้ำและปริมาณยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้ได้ความเข้มข้นตามกำหนด
3. ระยะเวลาที่ยาฆ่าเชื้อสัมผัสเชื้อ (Contact time) จะต้องเหมาะสมตามชนิดของยาฆ่าเชื้อที่ใช้โดยทั่วไปภายในฟาร์ม แนะนำให้ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนล้างยาฆ่าเชื้อออก
4. อุณหภูมิและความชื้นที่ใช้จะต้องเหมาะสม เช่น การรมควันต้องใช้อุณหภูมิ > 21 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ > 75 เปอร์เซ็นต์
5. การเก็บรักษายาฆ่าเชื้อตลอดจนภาชนะในยาฆ่าเชื้อ ต้องเหมาะสมมีฝาปิด กันแดดฝนได้เพื่อป้องกันยาฆ่าเชื้อเสื่อมคุณภาพ
6.ต้องมีการบันทึกการใช้ยาฆ่าเชื้อการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอทุกจุดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสม่ำเสมอสูง
เอกสารอ้างอิง
1. คู่มือระบบ Compartment ของบริษัทสหฟาร์ม และบริษัทในเครือ
2. คู่มือระบบ มาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อ ของกรมปศุสัตว์ ประเทศไทย
3. คู่มือระบบ สวัสดิภาพสัตว์ สำหรับฟาร์มไก่เนื้อ ของกรมปศุสัตว์
วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551
งานแปลเดือน ธันวาคม 2008
โรคเลือดจางในไก่เปรียบเสมือนปิศาจร้ายในเงามืด
( Chick Anaemia Virus is a hidden menace )
แปลและเรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
นายสัตวแพทย์ฝ่ายสุขภาพไก่เนื้อ ฟาร์มบริษัท
บ.สหฟาร์ม จำกัด และ บริษัท โกลเด็นไลน์ จำกัด 99 ม4 ต,ศิลาทิพย์ อ.ชัยบาดาล
จ.ลพบุรี 15130, Broiler red box. เดือน พย 2551
การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเลือดจางในไก่มันสามารถติดได้ 2 วิธีคือ 1.ติดมาจากแม่โดยผ่านมาทางไข่ฟัก และ 2.ติดจากสิ่งแวดล้อมภายในฟาร์ม ซึ่งการติดเชื้อทั้ง 2 วิธีนี้สามารถเกิดได้มากพอๆกัน ทุกวันนี้อาการของการเกิดโรคเลือดจางในไก่ที่จะแสดงอาการที่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนนั้นจะพบได้น้อยมากในหลายประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงพบอยู่คือ อัตราการสูญเสียเนื่องจากการติดเชื้อยังคงพบว่ามีอัตราที่สูงอยู่ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เจ้าของฟาร์มจะต้องระลึกเสมอคือ จะต้องเข้าใจกลไกของการเกิดโรคและกลไกของการติดเชื้อให้ดีเพื่อที่จะได้ป้องกันแก้ไขปัญหาการติดเชื้อได้
ปัญหาของการเกิดโรคเลือดจางในไก่นั้นถือได้ว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดผลเสียหายทางธุรกิจที่สูงมาก ซึ่งโรคที่เกิดนั้นมันจะมีทั้งที่แสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้ แต่ในปัจจุบันนี้ปัญหาของโรคเลือดจางในไก่ที่มีผลกระทบต่อระบบธุรกิจคือการเกิดโรคที่ไม่แสดงอาการเป็นหลัก โรคเลือดจางในไก่ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี คศ. 1979 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาโรคนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า โคโรน่าไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งมันจะมีความคงทนต่อค่าความเป็นกรด-ด่าง คงทนต่อยาฆ่าเชื้อกลุ่มอีเทอร์ กลุ่มโคโรฟอร์ม และคงทนต่อความร้อนด้วย ปัญหาหลักๆของโรคนี้คือ มันจะทำให้ไก่มีอัตราการตายที่สูงมาก ต้นทุนการใช้ยาเพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนจะสูงขึ้นและสุดท้ายจะส่งผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตต่ำลง ผลผลิตสุดท้ายก็จะต่ำลงด้วย สำหรับการเกิดโรคทั่วๆแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงของการเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปภายในไก่ในช่วงที่เป็นไปพันธ์รุ่น หลังจากนั้นแม่ไก่ก็จะถ่ายเชื้อมาสู่ลูกและจะทำให้เกิดโรคกับลูกไก่เนื้อที่อายุตั้งแต่ 10-14 วันเป็นต้นไปจนถึงประมาณ 21 วัน อัตราการตายเนื่องจากการเกิดโรคนี้ประมาณ 60% อาการของไก่เนื้อที่พบคือ ไก่เนื้อจะแคระแกร็น ผิวหนังซีด แสดงอัตราการป่วยสูง ที่ผิวหนังจะพบการติดเชื้อแทรกซ้อนมาก พบการติดเชื้อราทั่วทั้งร่างกายและอวัยวะที่ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันจะฝ่อลีบเล็กลง โดยทั่วๆไปแล้วไข่ที่มาจากแม่ที่ติดเชื้อมันจะมีผลกระทบกับลูกไก่ในช่วง 3-6 สัปดาห์แรกของการให้ไข่เท่านั้น ซึ่งในช่วงที่ว่านี้มันก็จะก่อให้เกิดความสูญเสียทางธุรกิจที่สูงมาก จากการประเมินความเสียหายที่ประเทศอเมริกาพบว่า ในปีหนึ่งๆจะเสียหายเนื่องจากโรคนี้ประมาณ 50 ล้านเหรียนเลยทีเดียว
วิการรอยโรคที่พบในปัจจุบันนี้จะพบวิการที่จำเพาะได้น้อยมากในฝูงพ่อแม่พันธุ์ที่มีการจัดการแบบสมัยใหม่ และอาการเนื่องจากโรคนี้มันก็จะไม่แสดงอาการที่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะว่า การจัดการที่ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์มีการทำวัคซีนที่ดีขึ้นและมีการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันก่อนที่ไก่จะเริ่มไข่ ดังนั้นเมื่อแม่พันธุ์ติดเชื้อแล้วมันก็จะมีการถ่ายเชื้อออกมาสู่ลูกไก่เนื้อที่น้อยลงทำให้อาการที่เกิดขึ้นกับไก่เนื้อนั้นน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์จะต้องพิจารณาให้ดีคือ โปรแกรมวัคซีนที่ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์จะต้องทำให้ถูกต้องและจะต้องตรวจให้มีความมั่นใจว่าภูมิคุ้มกันต่อโรคเลือดจางในไก่พ่อแม่พันธุ์ก่อนที่จะไข่อยู่ในระดับที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคในลูกไก่เนื้อได้
ในการป้องกันโรคเลือดจางในไก่นั้นเจ้าของฟาร์มจะต้องเข้าใจกลไกของการเกิดโรคให้ดีและจะต้องมีการวางแผนเลือกชนิดของวัคซีนที่จะนำมาใช้ให้ดีก็จะสามารถป้องกันการเกิดโรคเลือดจางแบบแสดงอาการได้ ถึงอย่างไรก็ตาม จากการวิจัยในห้องปฏิบัติการที่ประเทศไอร์แลนด์พบว่าไก่เนื้อกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคเลือดจางแบบที่ไม่แสดงอาการนี้ มันสามารถส่งผลกระทบกับธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อได้มากเช่นกัน คือ จะมีผลทำให้น้ำหนักไก่ลดลง ทำให้ผลการเลี้ยงไก่ต่ำลงได้ ซึ่งผลเสียหายทางธุรกิจนี้มันเทียบเท่าได้กับการเกิดโรคเลือดจางแบบแสดงอาการในไก่เนื้อเลยทีเดียว
การแพร่ระบาดของเชื้อแบบแนวระนาบ
การติดเชื้อ CAV ในการเลี้ยงไก่เนื้อนั้น สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุของการเลี้ยงไก่ แต่การติดเชื้อนี้มันจะลดลงเมื่อไก่มีอายุที่มากกว่า 2-3 สัปดาห์เป็นต้นไป ในลูกไก่เนื้อเมื่อนำมาเลี้ยงที่ฟาร์มมันจะสามารถป้องกันการติดเชื้อที่อยู่ภายในพื้นที่ได้โดยภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากพ่อแม่ ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากพ่อแม่นั้นมันอาจจะเกิดขึ้นจากการทำวัคซีนในพ่อแม่พันธุ์หรือการสัมผัสเชื้อที่อยู่ภายในฟาร์มก็ได้ ซึ่งการส่งถ่ายภูมิคุ้มกันจากพ่อแม่ไปสู่ลูกนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการป้องกันไก่เนื้อไม่ให้เกิดโรค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความสม่ำเสมอของระดับภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อไปให้ลูกนั้นมีก็จะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน และนอกจากนี้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรคกดภูมิคุ้มกันในไก่ ก็ย่อมจะมีผลเกี่ยวข้องกับระดับการป้องกันการเกิดโรคเลือดจางในไก่ทั้งสิ้น นอกจากนี้ปัญหาของการติดเชื้อไวรัสอื่นๆร่วม เช่น การติดเชื้อเลือดจางร่วมกับโรคมาเร็ค โรคReo virus โรคกัมโบโร ก็ย่อมจะมีผลทำให้ความรุนแรงของการเกิดโรคเลือดจางในไก่เนื้อที่เลี้ยงภายในฟาร์มมีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จากที่ได้กล่าวมาแล้วการติดเชื้อโรคเลือดจางในไก่นั้นมันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้ง 2 แบบคือ การติดมาจากพ่อแม่พันธุ์และการติดเชื้อที่ฟาร์มไก่เนื้อ แต่ถ้าเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบจะพบว่าการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงมากที่สุดคือ การติดเชื้อที่ฟาร์มไก่เนื้อแบบระยะเวลานานๆ นั้นเอง
ในการทำวัคซีน CAV ในไก่พ่อแม่พันธุ์แบบละลายน้ำหรือวิธีการทำวัคซีนที่ไม่ดีนั้น มันจะมีผลทำให้ระดับของภูมิคุ้มกันในไก่พ่อแม่พันธุ์จะไม่ดีซึ่งมันก็จะมีผลกระทบลูกไก่ตามมา โดยระดับของภูมิคุ้มกันที่ส่งถ่ายจากพ่อแม่มาสู่ลูกนั้นจะต่ำซึ่งก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตามมา
ในการเลี้ยงไก่เนื้อนั้น ในบางครั้งเมื่อมีการจับไก่เนื้องส่งเข้าโรงเชือดแล้วมันอาจจะสามารถตรวจพบภูมิคุ้มกันของโรคเลือดจางในไก่ที่ส่งโรงเชือดได้เช่นกัน ซึ่งจากที่กล่าวมาก็แสดงว่าไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มนั้นมันมีการติดเชื้อเชื้อโรคเลือดจางภายในฟาร์มแล้ว ในการติดเชื้ออีกส่วนหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาลูกไก่เนื้อที่มาจากจากฝูงที่แตกต่างกัน เพราะว่าแต่ละฝูงจะมีระดับภูมิคุ้มกันที่ไม่เท่ากันหรือมีบางฝูงที่ติดเชื้อมาจากพ่อแม่พันธุ์แล้วเมื่อนำมาฟักรวมกันมันก็จะมีผลทำให้เชื้อไวรัสที่ติดมากับลูกไก่แพร่กระจายไปสู่ฝูงอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน หรือแม้หลังจากนั้น เมื่อไก่นื้อที่ไม่มีภูมิคุ้มนำมาเลี้ยงภายในฟาร์มแล้วไก่กลุ่มนี้มันก็จะสามารถติดเชื้อโรคเลือดจางภายในฟาร์มได้ด้วย แต่แนวทางการป้องกันแก้ไขก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน เช่น การล้างทำความสะอาดโรงเรือนจะต้องมีการล้างให้สะอาดและฆ่าเชื้อให้ดี ในการฆ่าเชื้อภายในโรงเรือนนั้นจะต้องรวมไปถึงสิ่งรองนอนของไก่ด้วยเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อ CAV ปนเปื้อนมากับสิ่งรองนอนไก่
การสืบสวนย้อนกลับหาสาเหตุของโรค
การที่มีห้องปฏิบัติการที่ดีๆ และสามารถตรวจวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วนั้น มันจะเป็นกุญแจที่สำคัญมากที่จะสามารถติดสาเหตุของการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการป้องกันแก้ไขปัญหาการติดเชื้อโรคเลือดจางที่ฟาร์ม เพราะว่าในปัจจุบันนี้ โรคเลือดจางในฝูงไก่เนื้อนั้น มันมักจะไม่มีการแสดงอาการของโรคให้เห็นเหมือนสมัยก่อนแล้ว ดังนั้นฐานข้อมูลในการตรวจวิเคราะห์ในไก่เนื้อนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งทั่วโลกก็ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลมาตั้งแต่ปี 1984 แล้ว โดยฐานข้อมูลนี้สามารถที่จะวิเคราะห์แยกได้เลยว่าโรงเรือนที่ติดเชื้อกับโรงเรือนที่ไม่ติดเชื้อนั้นมันมีความแตกกัน ซึ่งนอกจากข้อมูลทางห้องปฏิบัติการแล้วข้อมูลผลผลิตทั้งหมดก็จะต้องมีการเก็บรวบรวมเอาไว้ด้วย โดยทั่วๆไปแล้วโรงเรือนที่ติดเชื้อมันมักจะมีผลผลิตที่ต่ำกว่าโรงเรือนที่ไม่ติดเชื้อเสมอ
จากการศึกษาอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเมื่อปี 1989 ในไก่เนื้อจำนวน 50 ฝูง โดยศึกษาไก่เนื้อจำนวน 1 ล้านตัว โดยไก่ทั้ง 50 ฝูงจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกจะมี 25 ฝูง จะเป็นไก่เนื้อฝูงที่มีการติดเชื้อ และอีกกลุ่มจะเป็น 25 ฝูงหลัง จะเป็นไก่เนื้อที่ไม่มีการติดเชื้อ ซึ่งเมื่อมีการตรวจไก่เนื้อกลุ่มที่ติดเชื้อแล้วจะพบว่าไก่เนื้อกลุ่มนี้จะตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อโรค CAV ภายในตัวไก่เนื้อด้วย และนอกจากนี้เมื่อเลี้ยงไก่ไปแล้วจะพบว่าไก่จะแสดงอาการป่วย พบอาการปีกช้ำอย่างชัดเจน และจะพบอัตราการตายสูงที่สูงมาก
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาที่ผ่านมา จะพบว่าไก่เนื้อกลุ่มที่ติดเชื้อกับไก่เนื้อกลุ่มปกติจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเมื่อนำเอาผลการเลี้ยงระหว่าง 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกัน ระหว่างกลุ่มที่ปกติกับกลุ่มที่ป่วยด้วยโรค CAV จะได้ข้อมูลดังนี้ ค่า FCR ดีกว่า 2% , น้ำหนักไก่จับดีกว่า 2.5% , ผลกำไรจะดีกว่า 13.0%
จากการศึกษาปัญหาโรคเลือดจางในไก่เนื้อที่ผ่านมา จะมีคำพูดที่กล่าวว่า ไก่เนื้อที่มีการติดเชื้อไวรัสโรคเลือดจางกับไก่เนื้อกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ เมื่อดูที่ผลการเลี้ยงจะพบว่า ไก่เนื้อกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อจะมีผลการเลี้ยงที่ดีกว่าและมีผลกำไรที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เมื่อไม่นานมานี้ มีการศึกษาพบว่า ไก่เนื้อกลุ่มที่มีการติดเชื้อ CAV แต่ไม่ป่วยแสดงอาการของโรค จะพบว่ามีผลการเลี้ยงที่แย่กว่าไก่เนื้อกลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน ดังนั้นการจัดการโปรแกรมวัคซีนในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ที่ดีหรือจัดการวิธีการทำวัคซีนที่ดีจะเป็นสิ่งที่จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคเลือดจางในการเลี้ยงไก่ได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายจะส่งผลทำให้ผลการเลี้ยงไก่เนื้อที่ฟาร์มดีขึ้นตามมาด้วย ซึ่งเป้าหมายของการทำวัคซีนที่ดีในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์นั้นก็เพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรคเลือดจางในลูกไก่เนื้อที่ฟาร์มนั้นเอง ประเด็นต่อมา ถ้าไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มมีการติดเชื้อไวรัสแบบกดภูมิแล้ว เช่น โรคมาเร็ค โรคกัมโบโร มันก็จะส่งผลทำให้ไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มสามารถที่จะติดเชื้อได้ แต่จะเป็นการติดเชื้อแล้วไก่เนื้อจะไม่แสดงอาการของโรคเลือดเลือดจางให้เห็น ซึ่งผลที่ตามมาก้คือมันจะส่งผลทำให้ผลการเลี้ยงไก่เนื้อที่ฟาร์มต่ำลงเช่นกัน ดังนั้นการเลี้ยงการจัดการไก่เนื้อที่ฟาร์มจะต้องมีการจัดการให้ดี โดยจะต้องเริ่มตั้งแต่การล้างทำความสะอาดโรงเรือนและการฆ่าเชื้อภายในโรงเรือน ภายในฟาร์มให้ดีก่อนที่จะมีการลงไก่ เพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสกลุ่มที่ก่อให้การกดภูมิคุ้มกัน เช่น โรคมาเร็ค โรคกัมโบโร เป็นต้น ซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ ให้ลูกไก่มีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อโรคเลือดจางที่ฟาร์มไก่เนื้อ และเพื่อที่จะลดการสูญเสียต่างๆที่จะตามมา
การป้องกันปัญหาโดยภาพรวม
ได้มีการทดลองใช้ยาฆ่าเชื้อชื่อ Virucidol ในประเทศอังกฤษ เพื่อที่จะใช้ในการฆ่าเชื้อ CAV ซึ่งผลจะพบว่า ยาฆ่าเชื้อตัวนี้สามารถที่จะฆ่าเชื้อไวรัส CAV ได้ โดยใช้อัตราส่วน 1: 250 , ดังนั้นจึงสามารถที่จะใช้ยาฆ่าเชื้อตัวนี้ฆ่าเชื้อหรือทำลายเชื้อ CAV ได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อตามที่ผู้ผลิตแนะนำเพื่อที่จะใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสโรคเลือดจางนั้นจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยการฆ่าเชื้อจะต้องมีการฆ่าเชื้อทั้งภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่นื้อและอุปกรณ์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงไก่ให้ดี
โดยทั่วไปแล้ว ประสิทธิภาพของยาฆ่าเชื้อและวิธีการฆ่าเชื้อที่ดีนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งมีความสำคัญมาก เช่น น้ำไก่กินจะต้องมีการฆ่าเชื้อให้ดี อุปกรณ์การให้น้ำภายในโรงเรือนจะต้องมีการฆ่าเชื้อให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นระบบรายน้ำ ถังให้น้ำหรือระบบ Nipple โดยยาฆ่าเชื้อที่ใช้ภายในฟาร์มนั้นก็ให้ขึ้นอยู่กับเจ้าของฟาร์มเป็นผู้พิจารณาว่ายาฆ่าเชื้อตัวใหนมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อภายในฟาร์ม โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อต่างๆภายในระบบรายน้ำ และจะต้องทำให้น้ำสะอาดก่อนที่จะนำไปใช้ให้ไก่กิน และไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มนั้นก็จะไม่ป่วยด้วยโรคต่างๆตามมาด้วย
ในการป้องกันการติดเชื้อโรคเลือดจางภายในฟาร์มนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือจะต้องทำการป้องกันไม่ให้เชื้อ CAV ติดเข้ามาสู่ไก่หรือถ้าติดก็จะต้องให้น้อยที่สุดด้วย ดังนั้นการจัดการระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคภายในฟาร์มที่ดีนั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องของการฆ่าเชื้อต่างๆ เช่น ก่อนเข้าฟาร์มจะต้องมีบ่อจุ่มฆ่าเชื้อล้อรถ มีโรงเรือนสเปรย์ฆ่าเชื้อก่อนที่จะเข้าฟาร์ม แขกที่จะเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มจะต้องมีการฆ่าเชื้อ อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนที่จะเข้าฟาร์ม สุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อจะต้องมีการล้างมือและฆ่าเชื้อก่อนที่จะเข้าไปสำผัสไก่ก่อนทุกครั้ง จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันโรคเลือดจางที่จะเกิดขึ้นกับไก่เนื้อที่ฟาร์มที่จะมีการติดเชื้อเป็นแบบแนวระนาบหรือเป็นการติดเชื้อที่ฟาร์มนั้นเอง
เอกสารอ้างอิง
· Stephen A.L. . 2008 . Chick Anaemia Virus is a hidden menace , world poultry , V24 (8) : 24-25 p.
( Chick Anaemia Virus is a hidden menace )
แปลและเรียบเรียงโดย น.สพ.ชัชวาลย์ สอนศรี
นายสัตวแพทย์ฝ่ายสุขภาพไก่เนื้อ ฟาร์มบริษัท
บ.สหฟาร์ม จำกัด และ บริษัท โกลเด็นไลน์ จำกัด 99 ม4 ต,ศิลาทิพย์ อ.ชัยบาดาล
จ.ลพบุรี 15130, Broiler red box. เดือน พย 2551
การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเลือดจางในไก่มันสามารถติดได้ 2 วิธีคือ 1.ติดมาจากแม่โดยผ่านมาทางไข่ฟัก และ 2.ติดจากสิ่งแวดล้อมภายในฟาร์ม ซึ่งการติดเชื้อทั้ง 2 วิธีนี้สามารถเกิดได้มากพอๆกัน ทุกวันนี้อาการของการเกิดโรคเลือดจางในไก่ที่จะแสดงอาการที่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนนั้นจะพบได้น้อยมากในหลายประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงพบอยู่คือ อัตราการสูญเสียเนื่องจากการติดเชื้อยังคงพบว่ามีอัตราที่สูงอยู่ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เจ้าของฟาร์มจะต้องระลึกเสมอคือ จะต้องเข้าใจกลไกของการเกิดโรคและกลไกของการติดเชื้อให้ดีเพื่อที่จะได้ป้องกันแก้ไขปัญหาการติดเชื้อได้
ปัญหาของการเกิดโรคเลือดจางในไก่นั้นถือได้ว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดผลเสียหายทางธุรกิจที่สูงมาก ซึ่งโรคที่เกิดนั้นมันจะมีทั้งที่แสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้ แต่ในปัจจุบันนี้ปัญหาของโรคเลือดจางในไก่ที่มีผลกระทบต่อระบบธุรกิจคือการเกิดโรคที่ไม่แสดงอาการเป็นหลัก โรคเลือดจางในไก่ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี คศ. 1979 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาโรคนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า โคโรน่าไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งมันจะมีความคงทนต่อค่าความเป็นกรด-ด่าง คงทนต่อยาฆ่าเชื้อกลุ่มอีเทอร์ กลุ่มโคโรฟอร์ม และคงทนต่อความร้อนด้วย ปัญหาหลักๆของโรคนี้คือ มันจะทำให้ไก่มีอัตราการตายที่สูงมาก ต้นทุนการใช้ยาเพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนจะสูงขึ้นและสุดท้ายจะส่งผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตต่ำลง ผลผลิตสุดท้ายก็จะต่ำลงด้วย สำหรับการเกิดโรคทั่วๆแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงของการเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปภายในไก่ในช่วงที่เป็นไปพันธ์รุ่น หลังจากนั้นแม่ไก่ก็จะถ่ายเชื้อมาสู่ลูกและจะทำให้เกิดโรคกับลูกไก่เนื้อที่อายุตั้งแต่ 10-14 วันเป็นต้นไปจนถึงประมาณ 21 วัน อัตราการตายเนื่องจากการเกิดโรคนี้ประมาณ 60% อาการของไก่เนื้อที่พบคือ ไก่เนื้อจะแคระแกร็น ผิวหนังซีด แสดงอัตราการป่วยสูง ที่ผิวหนังจะพบการติดเชื้อแทรกซ้อนมาก พบการติดเชื้อราทั่วทั้งร่างกายและอวัยวะที่ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันจะฝ่อลีบเล็กลง โดยทั่วๆไปแล้วไข่ที่มาจากแม่ที่ติดเชื้อมันจะมีผลกระทบกับลูกไก่ในช่วง 3-6 สัปดาห์แรกของการให้ไข่เท่านั้น ซึ่งในช่วงที่ว่านี้มันก็จะก่อให้เกิดความสูญเสียทางธุรกิจที่สูงมาก จากการประเมินความเสียหายที่ประเทศอเมริกาพบว่า ในปีหนึ่งๆจะเสียหายเนื่องจากโรคนี้ประมาณ 50 ล้านเหรียนเลยทีเดียว
วิการรอยโรคที่พบในปัจจุบันนี้จะพบวิการที่จำเพาะได้น้อยมากในฝูงพ่อแม่พันธุ์ที่มีการจัดการแบบสมัยใหม่ และอาการเนื่องจากโรคนี้มันก็จะไม่แสดงอาการที่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะว่า การจัดการที่ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์มีการทำวัคซีนที่ดีขึ้นและมีการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันก่อนที่ไก่จะเริ่มไข่ ดังนั้นเมื่อแม่พันธุ์ติดเชื้อแล้วมันก็จะมีการถ่ายเชื้อออกมาสู่ลูกไก่เนื้อที่น้อยลงทำให้อาการที่เกิดขึ้นกับไก่เนื้อนั้นน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์จะต้องพิจารณาให้ดีคือ โปรแกรมวัคซีนที่ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์จะต้องทำให้ถูกต้องและจะต้องตรวจให้มีความมั่นใจว่าภูมิคุ้มกันต่อโรคเลือดจางในไก่พ่อแม่พันธุ์ก่อนที่จะไข่อยู่ในระดับที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคในลูกไก่เนื้อได้
ในการป้องกันโรคเลือดจางในไก่นั้นเจ้าของฟาร์มจะต้องเข้าใจกลไกของการเกิดโรคให้ดีและจะต้องมีการวางแผนเลือกชนิดของวัคซีนที่จะนำมาใช้ให้ดีก็จะสามารถป้องกันการเกิดโรคเลือดจางแบบแสดงอาการได้ ถึงอย่างไรก็ตาม จากการวิจัยในห้องปฏิบัติการที่ประเทศไอร์แลนด์พบว่าไก่เนื้อกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคเลือดจางแบบที่ไม่แสดงอาการนี้ มันสามารถส่งผลกระทบกับธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อได้มากเช่นกัน คือ จะมีผลทำให้น้ำหนักไก่ลดลง ทำให้ผลการเลี้ยงไก่ต่ำลงได้ ซึ่งผลเสียหายทางธุรกิจนี้มันเทียบเท่าได้กับการเกิดโรคเลือดจางแบบแสดงอาการในไก่เนื้อเลยทีเดียว
การแพร่ระบาดของเชื้อแบบแนวระนาบ
การติดเชื้อ CAV ในการเลี้ยงไก่เนื้อนั้น สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุของการเลี้ยงไก่ แต่การติดเชื้อนี้มันจะลดลงเมื่อไก่มีอายุที่มากกว่า 2-3 สัปดาห์เป็นต้นไป ในลูกไก่เนื้อเมื่อนำมาเลี้ยงที่ฟาร์มมันจะสามารถป้องกันการติดเชื้อที่อยู่ภายในพื้นที่ได้โดยภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากพ่อแม่ ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากพ่อแม่นั้นมันอาจจะเกิดขึ้นจากการทำวัคซีนในพ่อแม่พันธุ์หรือการสัมผัสเชื้อที่อยู่ภายในฟาร์มก็ได้ ซึ่งการส่งถ่ายภูมิคุ้มกันจากพ่อแม่ไปสู่ลูกนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการป้องกันไก่เนื้อไม่ให้เกิดโรค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความสม่ำเสมอของระดับภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อไปให้ลูกนั้นมีก็จะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน และนอกจากนี้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรคกดภูมิคุ้มกันในไก่ ก็ย่อมจะมีผลเกี่ยวข้องกับระดับการป้องกันการเกิดโรคเลือดจางในไก่ทั้งสิ้น นอกจากนี้ปัญหาของการติดเชื้อไวรัสอื่นๆร่วม เช่น การติดเชื้อเลือดจางร่วมกับโรคมาเร็ค โรคReo virus โรคกัมโบโร ก็ย่อมจะมีผลทำให้ความรุนแรงของการเกิดโรคเลือดจางในไก่เนื้อที่เลี้ยงภายในฟาร์มมีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จากที่ได้กล่าวมาแล้วการติดเชื้อโรคเลือดจางในไก่นั้นมันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้ง 2 แบบคือ การติดมาจากพ่อแม่พันธุ์และการติดเชื้อที่ฟาร์มไก่เนื้อ แต่ถ้าเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบจะพบว่าการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงมากที่สุดคือ การติดเชื้อที่ฟาร์มไก่เนื้อแบบระยะเวลานานๆ นั้นเอง
ในการทำวัคซีน CAV ในไก่พ่อแม่พันธุ์แบบละลายน้ำหรือวิธีการทำวัคซีนที่ไม่ดีนั้น มันจะมีผลทำให้ระดับของภูมิคุ้มกันในไก่พ่อแม่พันธุ์จะไม่ดีซึ่งมันก็จะมีผลกระทบลูกไก่ตามมา โดยระดับของภูมิคุ้มกันที่ส่งถ่ายจากพ่อแม่มาสู่ลูกนั้นจะต่ำซึ่งก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตามมา
ในการเลี้ยงไก่เนื้อนั้น ในบางครั้งเมื่อมีการจับไก่เนื้องส่งเข้าโรงเชือดแล้วมันอาจจะสามารถตรวจพบภูมิคุ้มกันของโรคเลือดจางในไก่ที่ส่งโรงเชือดได้เช่นกัน ซึ่งจากที่กล่าวมาก็แสดงว่าไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มนั้นมันมีการติดเชื้อเชื้อโรคเลือดจางภายในฟาร์มแล้ว ในการติดเชื้ออีกส่วนหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาลูกไก่เนื้อที่มาจากจากฝูงที่แตกต่างกัน เพราะว่าแต่ละฝูงจะมีระดับภูมิคุ้มกันที่ไม่เท่ากันหรือมีบางฝูงที่ติดเชื้อมาจากพ่อแม่พันธุ์แล้วเมื่อนำมาฟักรวมกันมันก็จะมีผลทำให้เชื้อไวรัสที่ติดมากับลูกไก่แพร่กระจายไปสู่ฝูงอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน หรือแม้หลังจากนั้น เมื่อไก่นื้อที่ไม่มีภูมิคุ้มนำมาเลี้ยงภายในฟาร์มแล้วไก่กลุ่มนี้มันก็จะสามารถติดเชื้อโรคเลือดจางภายในฟาร์มได้ด้วย แต่แนวทางการป้องกันแก้ไขก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน เช่น การล้างทำความสะอาดโรงเรือนจะต้องมีการล้างให้สะอาดและฆ่าเชื้อให้ดี ในการฆ่าเชื้อภายในโรงเรือนนั้นจะต้องรวมไปถึงสิ่งรองนอนของไก่ด้วยเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อ CAV ปนเปื้อนมากับสิ่งรองนอนไก่
การสืบสวนย้อนกลับหาสาเหตุของโรค
การที่มีห้องปฏิบัติการที่ดีๆ และสามารถตรวจวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วนั้น มันจะเป็นกุญแจที่สำคัญมากที่จะสามารถติดสาเหตุของการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการป้องกันแก้ไขปัญหาการติดเชื้อโรคเลือดจางที่ฟาร์ม เพราะว่าในปัจจุบันนี้ โรคเลือดจางในฝูงไก่เนื้อนั้น มันมักจะไม่มีการแสดงอาการของโรคให้เห็นเหมือนสมัยก่อนแล้ว ดังนั้นฐานข้อมูลในการตรวจวิเคราะห์ในไก่เนื้อนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งทั่วโลกก็ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลมาตั้งแต่ปี 1984 แล้ว โดยฐานข้อมูลนี้สามารถที่จะวิเคราะห์แยกได้เลยว่าโรงเรือนที่ติดเชื้อกับโรงเรือนที่ไม่ติดเชื้อนั้นมันมีความแตกกัน ซึ่งนอกจากข้อมูลทางห้องปฏิบัติการแล้วข้อมูลผลผลิตทั้งหมดก็จะต้องมีการเก็บรวบรวมเอาไว้ด้วย โดยทั่วๆไปแล้วโรงเรือนที่ติดเชื้อมันมักจะมีผลผลิตที่ต่ำกว่าโรงเรือนที่ไม่ติดเชื้อเสมอ
จากการศึกษาอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเมื่อปี 1989 ในไก่เนื้อจำนวน 50 ฝูง โดยศึกษาไก่เนื้อจำนวน 1 ล้านตัว โดยไก่ทั้ง 50 ฝูงจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกจะมี 25 ฝูง จะเป็นไก่เนื้อฝูงที่มีการติดเชื้อ และอีกกลุ่มจะเป็น 25 ฝูงหลัง จะเป็นไก่เนื้อที่ไม่มีการติดเชื้อ ซึ่งเมื่อมีการตรวจไก่เนื้อกลุ่มที่ติดเชื้อแล้วจะพบว่าไก่เนื้อกลุ่มนี้จะตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อโรค CAV ภายในตัวไก่เนื้อด้วย และนอกจากนี้เมื่อเลี้ยงไก่ไปแล้วจะพบว่าไก่จะแสดงอาการป่วย พบอาการปีกช้ำอย่างชัดเจน และจะพบอัตราการตายสูงที่สูงมาก
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาที่ผ่านมา จะพบว่าไก่เนื้อกลุ่มที่ติดเชื้อกับไก่เนื้อกลุ่มปกติจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเมื่อนำเอาผลการเลี้ยงระหว่าง 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกัน ระหว่างกลุ่มที่ปกติกับกลุ่มที่ป่วยด้วยโรค CAV จะได้ข้อมูลดังนี้ ค่า FCR ดีกว่า 2% , น้ำหนักไก่จับดีกว่า 2.5% , ผลกำไรจะดีกว่า 13.0%
จากการศึกษาปัญหาโรคเลือดจางในไก่เนื้อที่ผ่านมา จะมีคำพูดที่กล่าวว่า ไก่เนื้อที่มีการติดเชื้อไวรัสโรคเลือดจางกับไก่เนื้อกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ เมื่อดูที่ผลการเลี้ยงจะพบว่า ไก่เนื้อกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อจะมีผลการเลี้ยงที่ดีกว่าและมีผลกำไรที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เมื่อไม่นานมานี้ มีการศึกษาพบว่า ไก่เนื้อกลุ่มที่มีการติดเชื้อ CAV แต่ไม่ป่วยแสดงอาการของโรค จะพบว่ามีผลการเลี้ยงที่แย่กว่าไก่เนื้อกลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน ดังนั้นการจัดการโปรแกรมวัคซีนในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ที่ดีหรือจัดการวิธีการทำวัคซีนที่ดีจะเป็นสิ่งที่จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคเลือดจางในการเลี้ยงไก่ได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายจะส่งผลทำให้ผลการเลี้ยงไก่เนื้อที่ฟาร์มดีขึ้นตามมาด้วย ซึ่งเป้าหมายของการทำวัคซีนที่ดีในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์นั้นก็เพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรคเลือดจางในลูกไก่เนื้อที่ฟาร์มนั้นเอง ประเด็นต่อมา ถ้าไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มมีการติดเชื้อไวรัสแบบกดภูมิแล้ว เช่น โรคมาเร็ค โรคกัมโบโร มันก็จะส่งผลทำให้ไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มสามารถที่จะติดเชื้อได้ แต่จะเป็นการติดเชื้อแล้วไก่เนื้อจะไม่แสดงอาการของโรคเลือดเลือดจางให้เห็น ซึ่งผลที่ตามมาก้คือมันจะส่งผลทำให้ผลการเลี้ยงไก่เนื้อที่ฟาร์มต่ำลงเช่นกัน ดังนั้นการเลี้ยงการจัดการไก่เนื้อที่ฟาร์มจะต้องมีการจัดการให้ดี โดยจะต้องเริ่มตั้งแต่การล้างทำความสะอาดโรงเรือนและการฆ่าเชื้อภายในโรงเรือน ภายในฟาร์มให้ดีก่อนที่จะมีการลงไก่ เพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสกลุ่มที่ก่อให้การกดภูมิคุ้มกัน เช่น โรคมาเร็ค โรคกัมโบโร เป็นต้น ซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ ให้ลูกไก่มีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อโรคเลือดจางที่ฟาร์มไก่เนื้อ และเพื่อที่จะลดการสูญเสียต่างๆที่จะตามมา
การป้องกันปัญหาโดยภาพรวม
ได้มีการทดลองใช้ยาฆ่าเชื้อชื่อ Virucidol ในประเทศอังกฤษ เพื่อที่จะใช้ในการฆ่าเชื้อ CAV ซึ่งผลจะพบว่า ยาฆ่าเชื้อตัวนี้สามารถที่จะฆ่าเชื้อไวรัส CAV ได้ โดยใช้อัตราส่วน 1: 250 , ดังนั้นจึงสามารถที่จะใช้ยาฆ่าเชื้อตัวนี้ฆ่าเชื้อหรือทำลายเชื้อ CAV ได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อตามที่ผู้ผลิตแนะนำเพื่อที่จะใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสโรคเลือดจางนั้นจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยการฆ่าเชื้อจะต้องมีการฆ่าเชื้อทั้งภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่นื้อและอุปกรณ์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงไก่ให้ดี
โดยทั่วไปแล้ว ประสิทธิภาพของยาฆ่าเชื้อและวิธีการฆ่าเชื้อที่ดีนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งมีความสำคัญมาก เช่น น้ำไก่กินจะต้องมีการฆ่าเชื้อให้ดี อุปกรณ์การให้น้ำภายในโรงเรือนจะต้องมีการฆ่าเชื้อให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นระบบรายน้ำ ถังให้น้ำหรือระบบ Nipple โดยยาฆ่าเชื้อที่ใช้ภายในฟาร์มนั้นก็ให้ขึ้นอยู่กับเจ้าของฟาร์มเป็นผู้พิจารณาว่ายาฆ่าเชื้อตัวใหนมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อภายในฟาร์ม โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อต่างๆภายในระบบรายน้ำ และจะต้องทำให้น้ำสะอาดก่อนที่จะนำไปใช้ให้ไก่กิน และไก่เนื้อที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มนั้นก็จะไม่ป่วยด้วยโรคต่างๆตามมาด้วย
ในการป้องกันการติดเชื้อโรคเลือดจางภายในฟาร์มนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือจะต้องทำการป้องกันไม่ให้เชื้อ CAV ติดเข้ามาสู่ไก่หรือถ้าติดก็จะต้องให้น้อยที่สุดด้วย ดังนั้นการจัดการระบบสุขศาสตร์ป้องกันโรคภายในฟาร์มที่ดีนั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องของการฆ่าเชื้อต่างๆ เช่น ก่อนเข้าฟาร์มจะต้องมีบ่อจุ่มฆ่าเชื้อล้อรถ มีโรงเรือนสเปรย์ฆ่าเชื้อก่อนที่จะเข้าฟาร์ม แขกที่จะเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มจะต้องมีการฆ่าเชื้อ อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนที่จะเข้าฟาร์ม สุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อจะต้องมีการล้างมือและฆ่าเชื้อก่อนที่จะเข้าไปสำผัสไก่ก่อนทุกครั้ง จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันโรคเลือดจางที่จะเกิดขึ้นกับไก่เนื้อที่ฟาร์มที่จะมีการติดเชื้อเป็นแบบแนวระนาบหรือเป็นการติดเชื้อที่ฟาร์มนั้นเอง
เอกสารอ้างอิง
· Stephen A.L. . 2008 . Chick Anaemia Virus is a hidden menace , world poultry , V24 (8) : 24-25 p.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)